สูตรเด็ด! ชาดอกดาวเรือง ดื่มแล้วดีกับดวงตา เหมาะกับคนที่เล่นคอม เล่นมือถือมากๆ

03 ก.พ.

“ดอกดาวเรือง” เป็นดอกไม้ที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย เพราะผู้คนนิยมนำมาใช้ประโยชน์ร้อยเป็นพวงมาลัย เพื่อกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามหรือศาลต่าง ๆ

และนอกจากดอกดาวเรืองจะมีความสวยงามแล้ว ยังใช้ประกอบอาหารรับประทานก็ได้ ซึ่งมีความปลอดภัยแถมมีคุณค่าในการช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย

สรรพคุณทางยา คุณค่าของ “ดอกดาวเรือง”

ดอกดาวเรืองนั้นได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลกในเรื่องของสรรพคุณทางยา อย่างในทวีปแอฟริกาจะใช้ดอกดาวเรืองเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ในประเทศอินเดียจะใช้น้ำคั้นจากดอกดาวเรืองช่วยการฟอกเลือด แก้โรคริดสีดวงทวาร

ส่วนที่ประเทศบราซิลก็นิยมใช้ดอกแห้งของดาวเรืองมาชงเป็นชาเพื่อลดอาการปวดตามข้อให้ทุเลาลงได้ รักษาแผลเรื้อรัง และรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายที่ดี ในตำราแผนไทยจะใช้น้ำคั้นดอกดาวเรืองมาทาแผลเปื่อยต่างๆ

 

นอกจากนี้ดอกดาวเรืองยังถูกนำมาสกัดสารสำคัญหลายชนิดเพราะมีคุณสมบัติพิเศษช่วยดูแลเลนส์และจอประสาทตา ซึ่งหาได้ยากในพืชชนิดอื่น โดยจะช่วยบำรุงสายตา ลดอันตรายจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีผลต่อดวงตา และสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อกระจกซึ่งเป็นมากในกลุ่มผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ก็มีคำแนะนำจากแพทย์เพิ่มเติมว่า คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับและไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เพราะยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่าจะทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักขนาดไหนในการขับสารจากดอกดาวเรืองออกมา รวมถึงแม่ที่ให้นมลูกเพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีผลเสียต่อเด็กหรือไม่ และควรระวังสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในดอกดาวเรืองด้วย

 

12 ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ดอกดาวเรืองเป็นแหล่งรวมของเหล่าวิตามินเอและสารเคมีสำคัญ อาทิ สารเบต้าแคโรทีนตามธรรมชาติซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นโปรวิตามินเอ มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา และที่สำคัญคือเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระรวมถึงป้องกันโรคมะเร็ง

2. ดอกดาวเรืองมีกลิ่นหอมจึงถูกนำมาใช้เพื่อแต่งกลิ่นในน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยระงับประสาท แก้อาการอักเสบ และช่วยขยายหลอดเลือด หลอดลม ลดความความดันโลหิตสูง

3. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณเป็นยาช่วยฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพแข็งแกร่งมาก ตามตำราพื้นบ้านไทยจะใช้รักษาแผลและโรคในช่องปากได้ดี และช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่หรือโรคกระดูกได้ด้วย

 

4. ประโยชน์ของดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาโรคคางทูม จากในตำรายาจีนจะใช้ดอกแห้งของดาวเรืองมาเป็นส่วนผสมในยาที่ใช้รักษาคางทูมได้

5. สรรพคุณดอกดาวเรืองช่วยแก้อาการปวดศีรษะ เป็นไข้สูง และแก้อาการร้อนใน

6. ดอกดาวเรืองบรรเทาอาการไอหวัด ไอกรน หรือไอเรื้อรัง แก้เจ็บคอ และมีสรรพคุณในการขับและละลายเสมหะ

7. ดอกดาวเรืองใช้ประโยชน์เป็นยาที่ช่วยฟอกเลือด ช่วยบำรุงเลือด ทำให้ระบบเลือดสามารถทำงานได้ดีขึ้น

8. ดอกดาวเรืองมีคุณสมบัติรักษาโรคเกี่ยวกับในช่องปาก แก้อาการปากเปื่อยหรือปากอักเสบ และบรรเทาอาการปวดฟัน

 

9. ประโยชน์ของดอกดาวเรืองสามารถนำไปตากแห้งเพื่อใช้ชงเป็นชา มีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายสดชื่น จิตใจเบิกบานแจ่มใส ช่วยในการขับลมได้ดีและทำให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้น และจากการวิจัยพบว่าสีเหลืองของชาดอกดาวเรืองยังส่งผลให้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วย แต่ไม่ควรดื่มเป็นประจำต่อเนื่อง ควรดื่มบ้างหยุดบ้างจะดีกว่า

10. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณเป็นยาระบายที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำรากของดอกดาวเรืองมาใช้เพราะเป็นส่วนที่มีสารเคมีสำคัญที่ช่วยขับของเสียได้ดี

11. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดท้อง แก้อาการจุกเสียด รักษาโรคไส้ติ่งหรืออาการปวดท้องหนักๆ คล้ายไส้ติ่งอักเสบ

12. ดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ช่วยสมานแผลให้หายได้เร็วขึ้น ช่วยรักษาฝีต่างๆ ผิวหนังเป็นตุ่มบวมหรือมีอาการอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ

 

ได้รู้สรรพคุณและประโยชน์ของดอกดาวเรืองกันไปแล้ว สำหรับใครที่กลัวว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาในอนาคต

หรือในปัจจุบันกำลังมีอาการของสายตาที่ผิดปกติ ดวงตาชอบมีอาการอักเสบ ตาแดง เจ็บตาบ่อยๆ ก็ลองเลือกใช้ดอกดาวเรืองมาเป็นยาในการช่วยรักษาและป้องกันกันได้

โดยเฉพาะการใช้ดอกดาวเรืองในรูปแบบของชาจะให้ผลดีกว่าการรับประทานเป็นอาหาร แถมสีเหลืองสวยๆ ของดอกดาวเรืองก็มีประโยชน์ในทางจิตวิทยาที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อีกด้วยนะ

ชาชงดอกดาวเรือง

วิธีทำ

1. นำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาด

2. นำไปตากแดดให้แห้ง

3. นำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน

4. เก็บใส่ขวดให้มิดชิด ปิดฝาให้แน่น

วิธีรับประทาน

1. ใช้ดอกดาวเรืองประมาณ 1-2 ดอกหรือหยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำ

2. เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ให้ตัวยาละลายออกมาจึงดื่ม

 

ประโยชน์อื่นๆ

1. สามารถใช้กินเป็นผัก โดยใช้ดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริก

2. ดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ ราดน้ำยำแบบน้ำจิ้มไก่หรือน้ำจิ้มทอดมัน

3. นำไปผัดเป็นกับข้าว หรือชุบแป้งทอด ก็จะได้อาหารว่างที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

โดยสรรพคุณของดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัด ไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

 

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sukkaphap-d.com

น่าอัศจรรย์! น้ำกระเจี๊ยบเขียว ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต

02 ก.พ.

กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ในหลายประเทศจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อว่า กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย และในชาวแคริบเบียน จะเรียกกันเช่นนี้

 

พืชยอดเยี่ยมนี้อุดมไปด้วยสารอาหาร เพราะกระเจี๊ยบสดหนึ่งแก้วมีโปรตีน 2 กรัม มีวิตามิน C 21 มิลลิกรัม มีกรดโฟลิก 30 แคลอรี่ มีโฟเลต 80 ไมโครกรัม มีแมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม มีไฟเบอร์ 3 กรัม มีไขมัน 0.1 กรัม

 

และมีคาร์โบไฮเดรต 7.6 กรัม พืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีในรูปแบบต่างๆ เช่น ทอด ต้ม ตุ๋น หรือดอง

 

สมุนไพรกระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น

และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ประโยชน์ต่อสุขภาพ
1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

2. ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

3. ช่วยลดระดับน้ำตาลโดยผ่านการบริโภคโดยตรง

4. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

5. ป้องกันการเกิดโรคไต

**วันนี้เราจะนำเสนอสูตรน้ำกระเจี๊ยบ ที่จะช่วยให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนผสม
1. กระเจี๊ยบเขียวสด 4 ฝัก

2. น้ำเปล่า 1 ถ้วย

สูตรน้ำกระเจี๊ยบ
1. ใช้มีดตัดด้านข้างของฝักกระเจี๊ยบออก

2. ใส่ฝักกระเจี๊ยบลงในขวดขนาดใหญ่และเทน้ำลงไปให้ท่วม

3. แช่ฝักกระเจี๊ยบทิ้งไว้ตลอดคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

4. ในตอนเช้าให้บีบน้ำในฝักกระเจี๊ยบออกให้หมดและเก็บน้ำไว้

5. โยนฝักของมันทิ้งไปและดื่มน้ำทันที

 

วิธีใช้
คุณควรดื่มเครื่องดื่มนี้ในขณะท้องว่าง ก่อนมื้อเช้า 30 นาที มันจะให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจนทำให้คุณประหลาดใจ

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว
1. ฝักอ่อนหรือผลอ่อนใช้เป็นผักจิ้มรับประทาน โดยนำมาต้มให้สุกหรือย่างไฟก่อน หรือนำมาใช้ทำแกงต่าง ๆ เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ใช้ใส่ในยำต่าง ๆ ใช้ชุบแป้งทอด ทำเป็นสลัดหรือซุปก็ได้

2. เมนูกระเจี๊ยบเขียว เช่น แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้ แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่ ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบผัดขิงอ่อน ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด ยำกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด สลัดกระเจี๊ยบเขียว ชากระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

3. สำหรับชาวอียิปต์มักใช้ผลกระเจี๊ยบรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ หรือนำมาใช้ในการปรุงสตูว์เนื้อน้ำข้น สตูว์ผัก หรือนำไปดอง ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้จะใช้ผลอ่อนนำมาต้มเป็นสตูว์กับมะเขือเทศที่เรียกว่า “กัมโบ้” หรือทางตอนใต้ของอินเดียจะนำผลกระเจี๊ยบมาผัดหรือใส่ในซอสข้น ส่วนชาวฟิลิปปินส์จะใช้กินเป็นผักสดและนำมาย่างกิน และชาวญี่ปุ่นจะนำมาชุบแป้งทอดกินกับซีอิ้ว

 

4. ดอกอ่อนและตาดอกสามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน

5. รากกระเจี๊ยบสามารถนำมารับประทานได้ แต่จะค่อนข้างเหนียวและไม่เป็นที่นิยม

6. แป้งจากเมล็ดแก่เมื่อนำมาบดสามารถนำมาใช้ทำเป็นขนมปังหรือทำเป็นเต้าหู้ได้

7. ใบตากแห้งนำมาป่นเป็นผงใช้โรยอาหารและช่วยชูรสชาติอาหารได้

8. ฝักที่นำมาตากแห้งแล้ว สามารถนำมาใช้ทำเป็นชาไว้ชงดื่มได้

9. เมล็ดกระเจี๊ยบนำมาคั่วแล้วบดสามารถนำมาใช้แทนเมล็ดกาแฟได้ หรือนำใช้ในการแต่งกลิ่นกาแฟ

10. ใบกระเจี๊ยบนำมาใช้เป็นอาหารวัวหรือใช้เลี้ยงวัวได้

11. กากเมล็ดมีโปรตีนมาก เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์

12. ในประเทศอินเดียมีการใช้เมล็ดกระเจี๊ยบเพื่อไล่ผีเสื้อเจาะผ้า

13. ในประเทศอินเดีย โรงงานผลิตน้ำตาลบางแห่งมีการใช้เมือกจากต้นนำมาใช้ในกระบวนการทำให้น้ำอ้อยสะอาด

14. เปลือกต้นกระเจี๊ยบ แม้จะไม่เหนียวนักแต่ก็สามารถนำมาใช้ทอกระสอบ ทำเชือก เชือกตกปลา ตาข่ายดักสัตว์ ใช้ถักทอเป็นผ้าได้ หรือทำเป็นกระดาษ ลังกระดาษก็ได้

15. เมือกจากผลกระเจี๊ยบสามารถนำมาใช้เคลือบกระดาษให้มันได้

16. กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากต่างประเทศมีการสั่งซื้อกระเจี๊ยบของไทยปีละหลายล้านบาท โดยมีบริษัทที่ทำโครงการปลูกกระเจี๊ยบเขียวอย่างครบวงจรมาร่วมมือกับเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ช่วยกันปลูกเพื่อส่งออก

17. สำหรับในต่างประเทศมีการนำกระเจี๊ยบเขียวไปผลิตแปรรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทำเป็นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูป เช่น กระเจี๊ยบเขียวอบแห้ง หรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องหอม อุตสาหกรรมยา เช่น ทำเป็นยาผงและแคปซูล

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sharesod , samunpaisecrete

สูตร ช่วยลดความดันโลหิต ไมเกรน ลดน้ำตาล แค่ทานคื่นฉ่ายทุกวัน 1 สัปดาห์

02 ก.พ.

คื่นช่าย ผักที่มีประโยชน์ ใช้เป็นยามาตั้งแต่สมัยกรีก
สมุนไพรมหัศจรรย์นี้ มีคุณประโยชน์มากมายทั้ง ลดความดันโลหิตสูง ช่วยคลายความเจ็บปวดจากมะเร็ง และมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ทีเป็นเก๊าต์และไขข้ออักเสบ

เหตุใดคื่นช่ายจึงมีประโยชน์ เพราะในคื่นช่ายมีวิตามิน A,C, E, K, B12 อีกทั้ง โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคมเซี่ยม สังกะสี และ เหล็ก

ขึ้นฉ่าย ช่วยลดการอักเสบ และเสริมสร้างเนื้อเยื่อในบริเวณที่อักเสบ ช่วยลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ ในข้อต่อ และช่วยลดการเดิดมะเร็งจากสาร คูมาริน (Comarin) ฟลาโวนอยส์ (Flavonoid) และสารต้านอนุมูลอิสระ

โดย คูมาริน จะช่วยลดการกลายพันธุ์ของมะเร็ง และสารอนุมูลอิสระอันเป็นตัวที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง รวมถึงมีวิตามินซี ช่วยบำรุงหัวใจ หลอดเลือดและต้านหวัด

 

 

ขึ้นฉ่ายยังช่วยเรื่องของไมเกรน หอบหืด บำรุงตับ ภาวะซึมเศร้า และมีประโยชน์ ช่วยในเรื่องการเจริญพันธุ์ ต่อมลูกหมากของผู้ชายและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย โดยทานเป็นประจำ

สรรพคุณดีๆ กับผักราคาถูกอย่างนี้น้าคมจัดไป 2 เมนูครับ น้ำขึ้นฉ่าย กับ ขึ้นฉ่ายผัดลูกชิ้นปลา สูตรน้ำคื่นช่ายนี่ ทำทานได้ง่ายๆทุกวัน ดีสำหรับทุกคน ดีต่อใจ ช่วยได้สารพัด

 

 

ขึ้นฉ่ายผัดลูกชิ้นปลา
เตรียมลูกชิ้นปลาเจ้าที่ชอบ ขึ้นฉ่ายล้าง หั่น รอไว้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย กระเทียมลงเจียวให้หอม ตามด้วยลูกช้นปลาและขึ้นฉ่ายหั่น ปรุงรสด้วย ซอยหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เต้าเจี้ยวเล็กน้อย ผัดเอาตามชอบ จัดจาน ทานกับข้าวสวย

 

 

น้ำขึ้นฉ่ายปั่น
เตรียมขึ้นฉ่าย ล้าง หั่น นำใส่โถปั่น ใส่น้ำเย็นลงไปปั่น ปริมาณให้พอดีกับขึ้นฉ่าย ปั่นให้ละเอียด

 

 

หากหัดดื่มช่วงแรกให้นำไปกรองแยกทานเฉพาะน้ำ หากใครแกร่งกล้าแล้ว ยกกระดกทั้งกากทั้งฟองเลย

 

ลองทานดูติดต่อกันซักสัปดาห์นึงครับ แล้วคุณจะลืมอาการปวดหัวจากความดันสูงและไมเกรนไปเลย (ขึ้นฉ่ายสามารถทานติดต่อกันได้ ไม่มีอันตราย)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : samunpaisecrete

ใบขลู่ บำรุงไต ป้องกันเบาหวาน ขับนิ่วได้ดี เด็ดกว่ายาแผนปัจจุบัน

02 ก.พ.

ขลู่อาจจะไม่ใช้พืชที่คนไทยรู้จักกันดีนักเพราะไม่ใช้พืชผักสวนครัวรับประทานกันอยู่ประจำ แต่ในบางพื้นมีการใช้ขลู่กันมาอย่างยาวนานทั้งในด้านของการรักษาและส่งเสริมสุขภาพ

 

ชื่อท้องถิ่น >> หนวดงิ้ว หนาดงัว หนาดวัว(อุดรธานี) ขี้ป้าน(แม่ฮ่องสอน) คลู(ใต้) ลักษณะของต้น เป็นไม่พุ่มขนาดเล็กลำต้นกลมสีน้ำตาลแดงหรือเขียว

 

ลำต้นและกิ่งก้านมีขนละเอียดปกคลุม ยอดและใบเดี่ยวสีเขียวอ่อนใบกลมมนปลายใบหยัก ดอกออกเป็นช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆสีขาวอมม่วง

 

วิธีใช้เป็นยาแก้อาการขัดเบา+ขับนิ่ว+ขับปัสสาวะ+บำรุงไต
1. ใบขลู่แห้ง ประมาณ 1 กำมือ หรือ ถ้ามีสด ใช้ประมาณ 3 กำมือ

2. ถ้าเป็นแบบสด ให้ล้างให้สะอาด

3. หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

4. นำไปต้มกับน้ำสะอาด ประมาณ 1 ลิตร

5. ต้มเคี่ยวให้เหลือประมาณ ครึ่งลิตร ใช้ไฟอ่อนๆ

 

วิธีการดื่ม
ให้แบ่งกินวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา ( 75 มิลลิลิตร ) หรือสะดวกจะทำเป็นใบชาเอาไว้ชงก็ได้
วิธีการทำใบชาจากใบขลู่

1. นำใบขลู่สด ล้างให้สะอาด

2. นำใบขลู่มาซอยให้เป็น ชิ้นเล็กๆ คล้ายใบชา

3. นำไปตาก หรืออบให้แห้ง

4. เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้ความชื้นเข้าได้

ควรทำแล้วใช้ภายใน 4 เดือน เพราะจะทำให้สารยาเสื่อมคุณภาพได้
ตามตำรายาไทย ใช้แก้ริดสีดวง แก้กษัย ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ แก้ปัสสาวะพิการ มุตกิจระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะสมานภายนอกและภายใน แก้ไข้

ใบสดแก่ นำมาตำแล้วบีบเอาน้ำ ทาตรงหัวริดสีดวงทวารทำให้หัวริดสีดวงหดหายไป นำใบมาตำผสมกับเกลือกินรักษากลิ่นปากและระงับกลิ่นตัว

 

แพทย์แผนโบราณใช้ใบขลู่สดพอกรักษาแผลที่เกิดจากอาการเนื้อตายหรือนำใบขลู่มาชงชาหรือต้มเพื่อใช้รักษาอาการนิ่วในไต (ยาขับปัสสาวะ) อาการอักเสบอาการปวดหลัง และ อาการตกขาว

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากการทดลองในสัตว์ โดยใช้ต้นขลู่แห้ง 10 กรัม เติมด้วย 200 cc. ต้มให้เดือนแล้วรินเอาน้ำออก แล้วนำไปให้หนูขาวทดลองกิน

พบว่ายาต้มที่ได้จากต้นขลู่จะมีฤทธิ์ทำให้ขับปัสสาวะได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับยาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน (Hydrochlorothiazide) ปรากฏว่าสามารถขับปัสสาวะได้ดีกว่าและสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายน้อยกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบัน

นอกจากนั้นขลู่ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย
– ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงประสาท

– ทั้งต้นนำมาต้มกินเป็นยารักษาโรคเบาหวาน ส่วนใบก็ใช้ชงดื่มเป็นน้ำชาก็มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวานได้เช่นกัน

– ใบใช้ชงดื่มแทนน้ำเป็นชา มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต

– ช่วยรักษาไข้ ช่วยขับเหงื่อ

– ทั้งต้นมีรสหอมฝาดเมาเค็ม ช่วยแก้นิ่วในไต

– ช่วยแก้มุตกิดระดูขาวของสตรี ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นชา

– ช่วยลดอาการบวมน้ำได้

– ใบและรากสดใช้ตำพอกแก้แผลอักเสบ ใบและรากใช้ทำเป็นขี้ผึ้งสำหรับทารักษาแผลเรื้อรัง

ประโยชน์ของขลู่
1. ยอดอ่อนมีรสมัน ใช้รับประทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก ลาบ หรือเครื่องเคียงขนมจีน ส่วนใบอ่อนนำไปลวกใช้รับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงคั่ว ส่วนดอกนำไปยำร่วมกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

2. ใบเมื่อนำมาผึ่งให้แห้งจะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นน้ำผึ้ง นำมาใช้ต้มกับน้ำดื่มหรือชงแทนชาจะช่วยลดน้ำหนักได้ (ใบ)

3. ใบสดแก่นำมาตำผสมกับเกลือใช้กินรักษากลิ่นปากและช่วยระงับกลิ่นตัว (ใบ)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : samunpaisecrete

ควรรู้! 20 ของกิน ที่ไม่ควรเอาไปแช่ตู้เย็น เพราะจะทำให้ขึ้นเชื้อรา!

02 ก.พ.

ของที่ไม่ควรนำไปแช่ตู้เย็น
“ตู้เย็น” นับเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นมากๆ สำหรับทุกครัวเรือนในปัจจุบัน เรียกว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว หลายๆ คนเคยชินที่จะนำอาหารทุกอย่างแช่ในตู้เย็น เพื่อหวังให้ช่วยรักษาคุณภาพของอาหารไว้ได้นานมากขึ้น

เป็นเรื่องจริงที่ความเย็น ช่วยรักษาคุณภาพของอาหารไว้ได้ แต่ไม่ใช่กับอาหารทุกชนิด! เพราะยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ไม่ควรแช่ในตู้เย็นเลย

ซึ่งทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีด้วยซ้ำ มีอาหารชนิดใดบ้างที่ไม่ควรแช่ในตู้เย็น แม่บ้านทั้งหลายไม่ควรพลาด ตามไปดูกันค่ะ

1. มันฝรั่ง
ความหนาวเย็นจะทำให้แป้งในมันฝรั่งกลายเป็นเนื้อทรายรวมถึงสูญเสียรสหวานไป ทำให้มันฝรั่งเสียรสชาติที่ดี ดังนั้นควรเก็บมันฝรั่งไว้ในถุงกระดาษและเก็บไว้ในที่ที่แห้งและเย็น หรือเก็บไว้ในลิ้นชักจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

2. น้ำผึ้ง
หากเก็บน้ำผึ้งไว้ในตู้เย็น น้ำผึ้งจะตกผลึกแข็งและจับตัวเป็นก้อนเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเย็น ดังนั้นเพียงแค่ตั้งขวดน้ำผึ้งไว้นอกตู้เย็นและเก็บให้พ้นแสงแดด ในอุณหภูมิห้องปกติ จะได้เก็บสารให้ความหวานตามธรรมชาตินี้ได้อย่างสมบูรณ์

3. มะเขือเทศ
ความเย็นในตู้เย็นจะทำให้มะเขือเทศเสียรสชาติ จนในที่สุดมะเขือเทศจะสุกงอมและเหี่ยวในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นเก็บมะเขือเทศไว้ด้านนอกที่แห้งและห่างจากแสงแดดจะเหมาะสมกว่า

4. แอปเปิ้ล
เหตุผลเดียวกับมะเขือเทศคือหากเก็บแอปเปิลไว้ในตู้เย็นจะทำให้มันเสียรสชาติ แต่ถ้าหากอยากจะรับประทานให้ได้รสชาติหวานเย็น ก็เพียงปอกแล้วนำไปแช่ตู้เย็นก่อนรับประทานสัก 30 นาที

5. เมลอน
เราควรจัดเก็บเมลอนไว้บนเคาท์เตอร์เพื่อรสชาติที่ดีที่สุดเช่นเดียวกับแตงโม แคนตาลูป โดยงานวิจัยของ USDA ยังพบว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องจะไม่ทำให้เมลอนสูญเสียสารต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อหั่นเป็นชิ้นก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 3-4 วัน

6. หัวหอม
หัวหอมที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกหรือหั่น ไม่ควรนำไปแช่เย็นเนื่องจากความชื้นในตู้เย็นจะทำให้เกิดเป็นรา นิ่มและเละ และกลิ่นของมันจะทำให้อาหารอื่นมีกลิ่นตามไปด้วย ที่ๆ เหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บหัวหอมคือการเก็บมันไว้ในถุงกระดาษที่มืด และเย็นหรือเก็บในลิ้นชัก สำหรับหัวที่หั่นแล้วก็ใส่ในถุงเก็บไว้ในช่องเก็บผัก

7. น้ำมัน
ทั่วไปแล้วควรวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติมากกว่า แต่สำหรับน้ำมันประเภทที่มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ เช่นน้ำมันดอกคำฝอยหรือน้ำมันดอกทานตะวัน ก็จะดีกว่าถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เย็น เช่นตำแหน่งของประตูตู้เย็น

8. ซอสมะเขือเทศและซอสพริก
ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเนื่องจากมีน้ำส้มสายชูจำนวนมากที่ป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียอยู่แล้ว โดยเฉพาะซอสพริกนั้น ความเผ็ดร้อนของพริกจะมีศักยภาพมากที่สุด เมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้อง ดังนั้นควรเก็บให้อยู่ในตู้กับข้าวก็พอแล้ว

9. แตงโม
ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง เนื่องจากมีน้ำเยอะ เป็นแหล่งวิตามินเอและวิตามินซี แต่การนำแตงโมไปแช่ไว้ในตู้เย็นจะทำแตงโมสูญเสียสารเหล่านั้นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไปอย่างน่าเสียดาย อีกทั้งเมื่อมันอยู่ในตู้เย็นมีโอกาสที่มันจะแตกและกลายเป็นจุดๆ ดีที่สุดคือการเก็บแตงโมไว้นอกตู้เย็น แต่ถ้าหั่นแล้วคุณสามารถนำมันไปแช่ตู้เย็นได้

10. กาแฟ
ไม่ควรแช่กาแฟไว้ในตู้เย็น เพราะจะทำให้กาแฟเสียรสชาติที่ควรจะเป็น แถมยังทำให้กลิ่นของกาแฟนั้นเปลี่ยนไป ไม่หอมเท่าที่ควรด้วย เพราะกาแฟได้ดูดกลิ่นจากตู้เย็นเข้ามาเก็บไว้นั่นเอง ทางที่ดีเก็บใส่กล่องที่มีฝาปิดมิดชิดจะดีกว่า

11. ถั่ว
อุณหภูมิที่เย็นอาจช่วยป้องกันการเหม็นหืนจากน้ำมันธรรมชาติในถั่วได้ แต่ก็สามารถกำจัดรสชาติถั่วได้เช่นกัน นอกจากนี้เปลือกถั่วก็ยังสามารถดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ในตู้เย็นไว้อีกด้วย ทางที่ดีควรจัดเก็บถั่วไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้กับข้าว หากมีถั่วจำนวนมากในตู้เย็นก็ควรคั่วถั่วในกระทะก่อนที่จะนำมาใช้

12. กระเทียม
การนำกระเทียมไปแช่ไว้ในตู้เย็นจะทำให้กระเทียมงอกเป็นต้นขึ้นมาและขึ้นราได้ง่าย แถมยังทำให้เนื้อของกระเทียมนั้นหดเร็วขึ้นด้วย เราสามารถรักษารสชาติของกระเทียมได้ โดยการจัดเก็บไว้ในภาชนะที่แห้ง เย็น และมีอากาศถ่ายเท เมื่อมีการปอกหัวกระเทียมออกก็ควรใช้ให้หมดภายใน 10 วัน

13. ใบโหระพาและใบกะเพรา
เพราะจะทำให้ใบโหระพานั้นแห้งและเหี่ยวไว อีกทั้งใบโหระพายังดูดซับกลิ่นจากตู้เย็นเข้ามาไว้ในตัวอีกด้วย เช่นนั้นก็จะนำไปประกอบอาหารไม่ได้อีกต่อไป

14. ขนมปัง
การเก็บขนมปังไว้ในตู้เย็นจะทำให้ขนมปังแข็งจนเกินไป ดังนั้นเก็บไว้นอกตู้เย็นจะได้ขนมปังที่รสชาติดีกว่า หรือหากว่าคุณมีขนมปังจำนวนมากสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้โดยใช้ผ้าขาวบางห่อก่อนที่จะนำไปแช่

15. กล้วย
ถ้ากล้วยยังมีเปลือกสีเหลืองปกติให้วางกล้วยไว้ในอุณหภูมิห้อง แต่เมื่อมันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็สามารแช่ในช่องแช่แข็งได้

16. เหล้า
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมถึงเหล้าที่ไว้หมักเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือปรุงอาหาร ไม่ควรนำเหล้าไปแช่ตู้เย็น เพราะสีและรสชาติเปลี่ยนไปแน่นอน ควรวางไว้ที่อุณหภูมิห้องปกติก็พอแล้ว

17. ฟักทอง
The Canadian Produce Marketing Association (CPMA) บอกไว้ว่า วิธีเก็บผักผลไม้สดอย่างฟักทอง ต้องเก็บไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี เน้นพื้นที่แห้งๆ ไม่โดนแดด ไม่ร้อนอบ จึงจะช่วยยืดอายุฟักทองได้ดี

18. ส้ม
ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ควรวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ โดยใส่ถุงและมัดปากถุงให้แน่น เนื่องจากเมื่อเก็บพวกมันไว้ในตู้เย็นมันเสี่ยงที่จะเป็นเชื้อราได้ง่าย

19. ผักกาดดอง
เป็นอาหารที่มีสารกันบูดและน้ำส้มสายชูในปริมาณสูง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น แต่ก็สามารถนำไปแช่ในตู้เย็นได้ แนะนำให้วางไว้ในตู้เย็นบริเวณประตูตู้เย็นก็พอ

20. ซอสถั่วเหลือง
เครื่องปรุงรสอาหารอีกประเภทหนึ่งที่มีสารกันบูดและเกลือดังนั้นมันจึงไม่จำเป็นต้องแช่ในตู้เย็น

เป็นอย่างไรบ้างคะ มีอาหารชนิดไหนที่คุณมักจะนำไปแช่เย็นทั้งๆ ที่ไม่ควรบ้างหรือเปล่าเอ่ย เชื่อว่าต้องมีอยู่หลายข้ออย่างแน่นอนเลยทีเดียว ได้รู้เช่นนี้แล้วอย่าลืมบอกต่อเพื่อนของคุณด้วยนะ

แหล่งที่มา: sharesod , samunpaisecrete
ติดตามเรื่องราวการเกษตร ได้ที่ เฟสบุ๊ค แฟนเพจ : เกษตรพารวย
เว็บไซน์ : www.kasetparuay.com