กินกล้วยต้ม ก่อนนอนทุกวัน แก้อาการนอนไม่หลับ แบบธรรมชาติ

04 ก.พ.

วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับด้วยวิธีธรรมชาติ

กล้วยนั้นอุดมไปด้วย โพแทสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งแร่ธาตุทั้ง 2 นี้จะช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ส่งผลทำให้ร่างกายของเรานอนหลับผ่อนคลายได้อย่างสบาย

อาการนอนไม่หลับหรือความผิดปกติของการนอน อาจจะเกิดจากหาเหตุได้หลายอย่าง เช่น

– ความเครียด

– ความวิตกกังวล

– รับประทานอาหารมื้อดึก

– ยาบางชนิด

– ใช้โทรศัพท์มือถือบ่อย

รวมถึงการรับประทานยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาควบคุมความดันโลหิต ยังจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับอีกด้วย

ในขณะที่ยาบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน และอาจจะทำให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น แต่มันยังส่งผลถึงการกระตุ้นการปัสสาวะและความวิตกกังวล อาจจะทำให้คุณไม่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่

และอีกอย่างที่สมัยนี้ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเล่นโทรศัพท์เป็นระยะเวลานานเกินไปก่อนที่คุณจะเข้านอน จะส่งผลทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับตามมาได้

วันนี้เรามีวิธีแก้อาการนอนไม่หลับด้วยวิธีทางธรรมชาติมาฝากเพื่อนกันจ้า ทำอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

ส่วนผสม

1. กล้วยจำนวนหนึ่ง

2. น้ำสะอาดในหม้อขนาดเล็ก

3. อบเชย

ขั้นตอน

1. นำกล้วยลงไปต้มลงในหม้อโดยตัดหัวและท้ายของกล้วยออก

2. ต้มประมาณ 10 นาที เท่านั้น แล้วเทน้ำออกมาใส่แก้ว

3. เพิ่มรสชาติอบเชยและในน้ำชากล้วย

4. นำน้ำชากล้วยนี้ไปดื่มก่อนที่คุณจะนอนประมาณ 1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจและพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

หมายเหตุ : คนอเมริกาส่วนใหญ่จะใช้ยานอนหลับกันเป็นส่วนมาก อาจจะส่งผลช่วยในการนอนหลับได้เป็นอย่างดี แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ มันจะมีผลแทรกซ้อนเกี่ยวกับสุขภาพของเราในระยะยาว เราจึงแนะนำและนำเสนอยาสูตรนี้มากกว่า

คลิปวิดีโอ “วิธีต้มชากล้วย”

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา : sharesod

สูตรเด็ด! ชาดอกดาวเรือง ดื่มแล้วดีกับดวงตา เหมาะกับคนที่เล่นคอม เล่นมือถือมากๆ

03 ก.พ.

“ดอกดาวเรือง” เป็นดอกไม้ที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย เพราะผู้คนนิยมนำมาใช้ประโยชน์ร้อยเป็นพวงมาลัย เพื่อกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามหรือศาลต่าง ๆ

และนอกจากดอกดาวเรืองจะมีความสวยงามแล้ว ยังใช้ประกอบอาหารรับประทานก็ได้ ซึ่งมีความปลอดภัยแถมมีคุณค่าในการช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย

สรรพคุณทางยา คุณค่าของ “ดอกดาวเรือง”

ดอกดาวเรืองนั้นได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลกในเรื่องของสรรพคุณทางยา อย่างในทวีปแอฟริกาจะใช้ดอกดาวเรืองเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ในประเทศอินเดียจะใช้น้ำคั้นจากดอกดาวเรืองช่วยการฟอกเลือด แก้โรคริดสีดวงทวาร

ส่วนที่ประเทศบราซิลก็นิยมใช้ดอกแห้งของดาวเรืองมาชงเป็นชาเพื่อลดอาการปวดตามข้อให้ทุเลาลงได้ รักษาแผลเรื้อรัง และรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายที่ดี ในตำราแผนไทยจะใช้น้ำคั้นดอกดาวเรืองมาทาแผลเปื่อยต่างๆ

 

นอกจากนี้ดอกดาวเรืองยังถูกนำมาสกัดสารสำคัญหลายชนิดเพราะมีคุณสมบัติพิเศษช่วยดูแลเลนส์และจอประสาทตา ซึ่งหาได้ยากในพืชชนิดอื่น โดยจะช่วยบำรุงสายตา ลดอันตรายจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีผลต่อดวงตา และสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อกระจกซึ่งเป็นมากในกลุ่มผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ก็มีคำแนะนำจากแพทย์เพิ่มเติมว่า คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับและไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เพราะยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่าจะทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักขนาดไหนในการขับสารจากดอกดาวเรืองออกมา รวมถึงแม่ที่ให้นมลูกเพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีผลเสียต่อเด็กหรือไม่ และควรระวังสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในดอกดาวเรืองด้วย

 

12 ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ดอกดาวเรืองเป็นแหล่งรวมของเหล่าวิตามินเอและสารเคมีสำคัญ อาทิ สารเบต้าแคโรทีนตามธรรมชาติซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นโปรวิตามินเอ มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา และที่สำคัญคือเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระรวมถึงป้องกันโรคมะเร็ง

2. ดอกดาวเรืองมีกลิ่นหอมจึงถูกนำมาใช้เพื่อแต่งกลิ่นในน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยระงับประสาท แก้อาการอักเสบ และช่วยขยายหลอดเลือด หลอดลม ลดความความดันโลหิตสูง

3. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณเป็นยาช่วยฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพแข็งแกร่งมาก ตามตำราพื้นบ้านไทยจะใช้รักษาแผลและโรคในช่องปากได้ดี และช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่หรือโรคกระดูกได้ด้วย

 

4. ประโยชน์ของดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาโรคคางทูม จากในตำรายาจีนจะใช้ดอกแห้งของดาวเรืองมาเป็นส่วนผสมในยาที่ใช้รักษาคางทูมได้

5. สรรพคุณดอกดาวเรืองช่วยแก้อาการปวดศีรษะ เป็นไข้สูง และแก้อาการร้อนใน

6. ดอกดาวเรืองบรรเทาอาการไอหวัด ไอกรน หรือไอเรื้อรัง แก้เจ็บคอ และมีสรรพคุณในการขับและละลายเสมหะ

7. ดอกดาวเรืองใช้ประโยชน์เป็นยาที่ช่วยฟอกเลือด ช่วยบำรุงเลือด ทำให้ระบบเลือดสามารถทำงานได้ดีขึ้น

8. ดอกดาวเรืองมีคุณสมบัติรักษาโรคเกี่ยวกับในช่องปาก แก้อาการปากเปื่อยหรือปากอักเสบ และบรรเทาอาการปวดฟัน

 

9. ประโยชน์ของดอกดาวเรืองสามารถนำไปตากแห้งเพื่อใช้ชงเป็นชา มีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายสดชื่น จิตใจเบิกบานแจ่มใส ช่วยในการขับลมได้ดีและทำให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้น และจากการวิจัยพบว่าสีเหลืองของชาดอกดาวเรืองยังส่งผลให้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วย แต่ไม่ควรดื่มเป็นประจำต่อเนื่อง ควรดื่มบ้างหยุดบ้างจะดีกว่า

10. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณเป็นยาระบายที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำรากของดอกดาวเรืองมาใช้เพราะเป็นส่วนที่มีสารเคมีสำคัญที่ช่วยขับของเสียได้ดี

11. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดท้อง แก้อาการจุกเสียด รักษาโรคไส้ติ่งหรืออาการปวดท้องหนักๆ คล้ายไส้ติ่งอักเสบ

12. ดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ช่วยสมานแผลให้หายได้เร็วขึ้น ช่วยรักษาฝีต่างๆ ผิวหนังเป็นตุ่มบวมหรือมีอาการอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ

 

ได้รู้สรรพคุณและประโยชน์ของดอกดาวเรืองกันไปแล้ว สำหรับใครที่กลัวว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาในอนาคต

หรือในปัจจุบันกำลังมีอาการของสายตาที่ผิดปกติ ดวงตาชอบมีอาการอักเสบ ตาแดง เจ็บตาบ่อยๆ ก็ลองเลือกใช้ดอกดาวเรืองมาเป็นยาในการช่วยรักษาและป้องกันกันได้

โดยเฉพาะการใช้ดอกดาวเรืองในรูปแบบของชาจะให้ผลดีกว่าการรับประทานเป็นอาหาร แถมสีเหลืองสวยๆ ของดอกดาวเรืองก็มีประโยชน์ในทางจิตวิทยาที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อีกด้วยนะ

ชาชงดอกดาวเรือง

วิธีทำ

1. นำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาด

2. นำไปตากแดดให้แห้ง

3. นำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน

4. เก็บใส่ขวดให้มิดชิด ปิดฝาให้แน่น

วิธีรับประทาน

1. ใช้ดอกดาวเรืองประมาณ 1-2 ดอกหรือหยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำ

2. เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ให้ตัวยาละลายออกมาจึงดื่ม

 

ประโยชน์อื่นๆ

1. สามารถใช้กินเป็นผัก โดยใช้ดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริก

2. ดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ ราดน้ำยำแบบน้ำจิ้มไก่หรือน้ำจิ้มทอดมัน

3. นำไปผัดเป็นกับข้าว หรือชุบแป้งทอด ก็จะได้อาหารว่างที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

โดยสรรพคุณของดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัด ไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

 

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sukkaphap-d.com

เคล็ดลับ การทำน้ำกระชาย ดื่มแล้วช่วยแก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วง ปรับสมดุลของฮอร์โมน

03 ก.พ.

กระชายเหลือง มีประโยชน์มากกว่ากระชายดำ ทั้ง ๆ ที่ราคาถูกกว่า แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากระชายดำมีประโยชน์มากกว่า

กระชาย ขิง ข่า เป็นพืชตระกูลโสม จะมีสรรพคุณสมุนไพรดุจเดียวกับโสม หมุนเวียนไปทั่วร่าง แต่จะระบายออกตามธรรมชาติ

 

ส่วนโสม ถ้าดื่มกินเป็นประจำ จะค้างติดหมุนเวียน อยู่ในกระแสเลือด ไม่มีการขับถ่ายออก เกิดโทษในภายหลังคือ เลือด จะเหนียว ข้น ระบบการใหลเวียนของโลหิตจะติดขัด ชาวจีนหันมาทานกระชาย แต่คนไทยไปซื้อโสมมาทาน

จุดเด่นของกระชาย

รักษาโรคกระดูกกลวง หรือกระดูกฟ่ามได้ดี ดื่มน้ำกระชายทุกๆวัน 1 เดือนขึ้นไป กระดูกจะตัน เต็มได้โดยเร็ว ดีสำหรับหญิงที่เคยมีบุตร มีอายุมากๆแล้วจะขาดแคลเซี่ยม ทำให้กระดูกหัก แตกง่ายๆ

วิธีทำน้ำกระชาย

1. ใช้กระชาย 10 ราก + ใบโหระพา 4-5 ใบ

2. ใส่น้ำนิดหน่อย ปั่นรวมกันแล้วคั้นหรือกรองเอาน้ำออกมา

3. บีบมะนาวลงไป 1-2 ลูก หรือชอบเปรี้ยวก็บีบมากกว่าก็ได้

4. ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วรินส่วนใสๆ มาดื่ม

5. เวลาจะดื่มก็เทใส่แก้ว 1/3 แก้ว ผสมน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ (ลองใส่ 1 ช้อนดูก่อน ถ้าชอบหวานหน่อยก็ค่อยเติมน้ำผึ้งลงไปเพิ่มได้)

6. ผสมน้ำสุกให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากันแล้วดื่ม จะแช่เย็นดื่มก็ได้ แล้วแต่ความชอบ

สรรพคุณ

1. บำรุงกระดูก (เพราะมีแคลเซียมสูง)

2. บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น

3. ปรับสมดุลของฮอร์โมน

4. ปรับสมดุลของความดันโลหิต(ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง ความดันโลหิตที่ต่ำจะสูงขึ้น)

5. แก้โรคไต ทำให้ไตทำงานดีขึ้น

6. ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ

7. บำรุงมดลูก

8. แก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วง

9. อาการกระเพราะปัสสาวะเกร็ง(กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)

10. ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต

11. แก้ปัญหาใส้เลื่อน

แหล่งที่มา: สมุนไพรดอตคอม

รวมผลไม้ ช่วยล้างพิษในตับ บำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี

02 ก.พ.

มะขามป้อม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซี และยังมีแร่ธาตุวิตามินอื่นๆอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียมฟอสฟอรัส เหล็ก ทองแดง โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม โครเมียมและวิตามิน A และ B-complex ทั้งยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตและเส้นใยอาหาร

นอกจากนี้มะขามป้อมสดยังมีน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์และมีแคลอรี่ต่ำ คุณสามารถรับประทานเพื่อสุขภาพได้ทั้งแบบสด ดอง หรือในรูปของน้ำผลไม้ และ 10 คุณประโยชน์ของมะขามป้อมมีดังนี้

1. บำรุงเส้นผม

ในการแพทย์แผนโบราณของอินเดียมักใช้มะขามป้อมในการรักษาปัญหาเส้นผม เนื่องจากปริมาณวิตามิน C ที่สูงของในมะขามป้อมจะช่วยรักษาผมหงอก ผมร่วงบำรุงและซ่อมแซมเส้นผม หากเราขาดวิตามิ C สามารถนำไปสู่​​การอาการผมร่วงและผมเสีย กินมะขามป้อมหรือใช้น้ำมันมะขามป้อมนวดหนังศีรษะไม่กี่ครั้งในแต่ละสัปดาห์สามารถช่วยให้คุณมีสุขภาพเส้นผมที่ดีได้

2. บำรุงสายตา

มะขามป้อมยังช่วยบำรุงสายตา ในมะขามป้อมเต็มไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ที่ช่วยบำรุงเส้นเลือดฝอยและรักษาทำงานของเซลล์จอประสาทตา นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคันและอาการตาแห้งได้ด้วย ใช้น้ำมะขามป้อม 2 ช้อนชาผสมน้ำเปล่าครึ่งถ้วย เติมน้ำผึ้งเล็กน้อย ดื่มทุกเช้าเพื่อสุขภาพตาที่ดีของคุณ

3. รักษาโรคเบาหวาน

มะขามป้อมช่วยในการรักษาโรคเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง โครเมียมในมะขามป้อมจะช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

4. บำรุงสมอง

มะขามป้อมยังมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงหน่วยความจำและการทำงานของสมอง ในปี 2007 การศึกษาของวารสารสรีรวิทยาและพฤติกรรม พบว่าวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในมะขามป้อม ช่วยบำรุงความจำและป้องกันของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

 

5. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในมะขามป้อมมีคุณสมบัติช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ เพราะมะขามป้อมจะช่วยเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยเพิ่มความอยากอาหารอีกด้วย

6. ลดริ้วรอยก่อนวัย

มะขามป้อมสามารถช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากที่พบในมะขามป้อมช่วยลดปริมาณของอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้ช่วยลดจุดด่างดำและริ้วรอย นอกจากนี้วิตามินในมะขามป้อมยังจำเป็นสำหรับการผลิตคอลลาเจนที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวทำให้ผิวดูอ่อนวัย

7. ช่วยลดคอเลสเตอรอล

มะขามป้อมช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเพคตินจะช่วยป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือดและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

8. บำรุงหัวใจ

มะขามป้อมช่วยบำรุงและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจทำให้สามารถหมุนเวียนเลือดได้อย่างราบรื่น และธาตุเหล็กในมะขามป้อมยังช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดปกติและหัวใจวาย ในปี 2012 งานวิจัยในวารสารเภสัชวิทยาของอินเดียพบว่า มะขามป้อมสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ดังนั้นผสมมะขามป้อม 1 ช้อนชาน้ำอุ่น ดื่มทุกวันตอนเช้าในขณะท้องว่าง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

9. ป้องกันปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ

มะขามป้อมยังช่วยบำรุงระบบการทำงานของไต เป็นยาขับปัสสาวะช่วยเพิ่มความถี่และปริมาณของปัสสาวะ ทั้งยังช่วยล้างสารพิษออกทางระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้วิตามินซีในมะขามป้อมยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและทำให้ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะต่างๆ เช่น กา​​รติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

10. รักษาสุขภาพช่องปาก

วิตามินซีและสารอาหารอื่นๆในมะขามป้อมดีต่อสุขภาพช่องปาก พวกมันช่วยป้องกันแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของอาการฟันผุ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาเนื้อเยื่อเหงือกเและยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เคี้ยวมะขามป้อมทุกวันจะช่วยให้ฟันและเหงือกแข็งแรงเป็นเวลาหลายปี

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : samunpaisecrete

 

ควรรู้! 20 ของกิน ที่ไม่ควรเอาไปแช่ตู้เย็น เพราะจะทำให้ขึ้นเชื้อรา!

02 ก.พ.

ของที่ไม่ควรนำไปแช่ตู้เย็น
“ตู้เย็น” นับเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นมากๆ สำหรับทุกครัวเรือนในปัจจุบัน เรียกว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว หลายๆ คนเคยชินที่จะนำอาหารทุกอย่างแช่ในตู้เย็น เพื่อหวังให้ช่วยรักษาคุณภาพของอาหารไว้ได้นานมากขึ้น

เป็นเรื่องจริงที่ความเย็น ช่วยรักษาคุณภาพของอาหารไว้ได้ แต่ไม่ใช่กับอาหารทุกชนิด! เพราะยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ไม่ควรแช่ในตู้เย็นเลย

ซึ่งทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีด้วยซ้ำ มีอาหารชนิดใดบ้างที่ไม่ควรแช่ในตู้เย็น แม่บ้านทั้งหลายไม่ควรพลาด ตามไปดูกันค่ะ

1. มันฝรั่ง
ความหนาวเย็นจะทำให้แป้งในมันฝรั่งกลายเป็นเนื้อทรายรวมถึงสูญเสียรสหวานไป ทำให้มันฝรั่งเสียรสชาติที่ดี ดังนั้นควรเก็บมันฝรั่งไว้ในถุงกระดาษและเก็บไว้ในที่ที่แห้งและเย็น หรือเก็บไว้ในลิ้นชักจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

2. น้ำผึ้ง
หากเก็บน้ำผึ้งไว้ในตู้เย็น น้ำผึ้งจะตกผลึกแข็งและจับตัวเป็นก้อนเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเย็น ดังนั้นเพียงแค่ตั้งขวดน้ำผึ้งไว้นอกตู้เย็นและเก็บให้พ้นแสงแดด ในอุณหภูมิห้องปกติ จะได้เก็บสารให้ความหวานตามธรรมชาตินี้ได้อย่างสมบูรณ์

3. มะเขือเทศ
ความเย็นในตู้เย็นจะทำให้มะเขือเทศเสียรสชาติ จนในที่สุดมะเขือเทศจะสุกงอมและเหี่ยวในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นเก็บมะเขือเทศไว้ด้านนอกที่แห้งและห่างจากแสงแดดจะเหมาะสมกว่า

4. แอปเปิ้ล
เหตุผลเดียวกับมะเขือเทศคือหากเก็บแอปเปิลไว้ในตู้เย็นจะทำให้มันเสียรสชาติ แต่ถ้าหากอยากจะรับประทานให้ได้รสชาติหวานเย็น ก็เพียงปอกแล้วนำไปแช่ตู้เย็นก่อนรับประทานสัก 30 นาที

5. เมลอน
เราควรจัดเก็บเมลอนไว้บนเคาท์เตอร์เพื่อรสชาติที่ดีที่สุดเช่นเดียวกับแตงโม แคนตาลูป โดยงานวิจัยของ USDA ยังพบว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องจะไม่ทำให้เมลอนสูญเสียสารต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อหั่นเป็นชิ้นก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 3-4 วัน

6. หัวหอม
หัวหอมที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกหรือหั่น ไม่ควรนำไปแช่เย็นเนื่องจากความชื้นในตู้เย็นจะทำให้เกิดเป็นรา นิ่มและเละ และกลิ่นของมันจะทำให้อาหารอื่นมีกลิ่นตามไปด้วย ที่ๆ เหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บหัวหอมคือการเก็บมันไว้ในถุงกระดาษที่มืด และเย็นหรือเก็บในลิ้นชัก สำหรับหัวที่หั่นแล้วก็ใส่ในถุงเก็บไว้ในช่องเก็บผัก

7. น้ำมัน
ทั่วไปแล้วควรวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติมากกว่า แต่สำหรับน้ำมันประเภทที่มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ เช่นน้ำมันดอกคำฝอยหรือน้ำมันดอกทานตะวัน ก็จะดีกว่าถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เย็น เช่นตำแหน่งของประตูตู้เย็น

8. ซอสมะเขือเทศและซอสพริก
ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเนื่องจากมีน้ำส้มสายชูจำนวนมากที่ป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียอยู่แล้ว โดยเฉพาะซอสพริกนั้น ความเผ็ดร้อนของพริกจะมีศักยภาพมากที่สุด เมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้อง ดังนั้นควรเก็บให้อยู่ในตู้กับข้าวก็พอแล้ว

9. แตงโม
ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง เนื่องจากมีน้ำเยอะ เป็นแหล่งวิตามินเอและวิตามินซี แต่การนำแตงโมไปแช่ไว้ในตู้เย็นจะทำแตงโมสูญเสียสารเหล่านั้นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไปอย่างน่าเสียดาย อีกทั้งเมื่อมันอยู่ในตู้เย็นมีโอกาสที่มันจะแตกและกลายเป็นจุดๆ ดีที่สุดคือการเก็บแตงโมไว้นอกตู้เย็น แต่ถ้าหั่นแล้วคุณสามารถนำมันไปแช่ตู้เย็นได้

10. กาแฟ
ไม่ควรแช่กาแฟไว้ในตู้เย็น เพราะจะทำให้กาแฟเสียรสชาติที่ควรจะเป็น แถมยังทำให้กลิ่นของกาแฟนั้นเปลี่ยนไป ไม่หอมเท่าที่ควรด้วย เพราะกาแฟได้ดูดกลิ่นจากตู้เย็นเข้ามาเก็บไว้นั่นเอง ทางที่ดีเก็บใส่กล่องที่มีฝาปิดมิดชิดจะดีกว่า

11. ถั่ว
อุณหภูมิที่เย็นอาจช่วยป้องกันการเหม็นหืนจากน้ำมันธรรมชาติในถั่วได้ แต่ก็สามารถกำจัดรสชาติถั่วได้เช่นกัน นอกจากนี้เปลือกถั่วก็ยังสามารถดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ในตู้เย็นไว้อีกด้วย ทางที่ดีควรจัดเก็บถั่วไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้กับข้าว หากมีถั่วจำนวนมากในตู้เย็นก็ควรคั่วถั่วในกระทะก่อนที่จะนำมาใช้

12. กระเทียม
การนำกระเทียมไปแช่ไว้ในตู้เย็นจะทำให้กระเทียมงอกเป็นต้นขึ้นมาและขึ้นราได้ง่าย แถมยังทำให้เนื้อของกระเทียมนั้นหดเร็วขึ้นด้วย เราสามารถรักษารสชาติของกระเทียมได้ โดยการจัดเก็บไว้ในภาชนะที่แห้ง เย็น และมีอากาศถ่ายเท เมื่อมีการปอกหัวกระเทียมออกก็ควรใช้ให้หมดภายใน 10 วัน

13. ใบโหระพาและใบกะเพรา
เพราะจะทำให้ใบโหระพานั้นแห้งและเหี่ยวไว อีกทั้งใบโหระพายังดูดซับกลิ่นจากตู้เย็นเข้ามาไว้ในตัวอีกด้วย เช่นนั้นก็จะนำไปประกอบอาหารไม่ได้อีกต่อไป

14. ขนมปัง
การเก็บขนมปังไว้ในตู้เย็นจะทำให้ขนมปังแข็งจนเกินไป ดังนั้นเก็บไว้นอกตู้เย็นจะได้ขนมปังที่รสชาติดีกว่า หรือหากว่าคุณมีขนมปังจำนวนมากสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้โดยใช้ผ้าขาวบางห่อก่อนที่จะนำไปแช่

15. กล้วย
ถ้ากล้วยยังมีเปลือกสีเหลืองปกติให้วางกล้วยไว้ในอุณหภูมิห้อง แต่เมื่อมันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็สามารแช่ในช่องแช่แข็งได้

16. เหล้า
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมถึงเหล้าที่ไว้หมักเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือปรุงอาหาร ไม่ควรนำเหล้าไปแช่ตู้เย็น เพราะสีและรสชาติเปลี่ยนไปแน่นอน ควรวางไว้ที่อุณหภูมิห้องปกติก็พอแล้ว

17. ฟักทอง
The Canadian Produce Marketing Association (CPMA) บอกไว้ว่า วิธีเก็บผักผลไม้สดอย่างฟักทอง ต้องเก็บไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี เน้นพื้นที่แห้งๆ ไม่โดนแดด ไม่ร้อนอบ จึงจะช่วยยืดอายุฟักทองได้ดี

18. ส้ม
ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ควรวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ โดยใส่ถุงและมัดปากถุงให้แน่น เนื่องจากเมื่อเก็บพวกมันไว้ในตู้เย็นมันเสี่ยงที่จะเป็นเชื้อราได้ง่าย

19. ผักกาดดอง
เป็นอาหารที่มีสารกันบูดและน้ำส้มสายชูในปริมาณสูง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น แต่ก็สามารถนำไปแช่ในตู้เย็นได้ แนะนำให้วางไว้ในตู้เย็นบริเวณประตูตู้เย็นก็พอ

20. ซอสถั่วเหลือง
เครื่องปรุงรสอาหารอีกประเภทหนึ่งที่มีสารกันบูดและเกลือดังนั้นมันจึงไม่จำเป็นต้องแช่ในตู้เย็น

เป็นอย่างไรบ้างคะ มีอาหารชนิดไหนที่คุณมักจะนำไปแช่เย็นทั้งๆ ที่ไม่ควรบ้างหรือเปล่าเอ่ย เชื่อว่าต้องมีอยู่หลายข้ออย่างแน่นอนเลยทีเดียว ได้รู้เช่นนี้แล้วอย่าลืมบอกต่อเพื่อนของคุณด้วยนะ

แหล่งที่มา: sharesod , samunpaisecrete
ติดตามเรื่องราวการเกษตร ได้ที่ เฟสบุ๊ค แฟนเพจ : เกษตรพารวย
เว็บไซน์ : www.kasetparuay.com