สูตรยาโบราณ หัวปลีย่างไฟ แก้เบาหวานหายขาด

04 ก.พ.

อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

อาการที่พบบ่อยในผู้เป็นเบาหวานมีเป็นอาการจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยตรง และอาการเนื่องจากโรคแทรกซ้อน ได้แก่

1. ปัสสาวะบ่อยหิวน้ำบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย

2. แผลหายยาก มีการติดเชื้อตามผิวหนังง่าย

3. เกิดฝีบ่อย ภาวะน้ำตาลสูง คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อราง่าย

4. ตาพร่ามัว ชาปลายมือปลายเท้า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ การรับความรู้สึกลดลง เกิดแผลที่เท้าตามมา

วิธีทำรับประทานแบบง่าย ๆ คือ

1. ให้เอาหัวปลีกล้วยน้ำว้าเท่านั้น หัวปลีจากกล้วยชนิดอื่นใช้ไม่ได้ จำนวน 1 หัว

2. นำหัวปลีมาย่างไฟ ย่างให้เปลือกชั้นนอกไหม้เกรียม

3. นำไปต้มกับน้ำ โดยต้องกะจำนวนของหัวปลีให้พอเหมาะ ต้มจนเดือด

4. ดื่มน้ำต้มหัวปลีต่างน้ำทั้งวัน โดยดื่มให้หมดหม้อวันละ 1 หัว จนครบ 7 วัน

หากคนที่เป็นเบาหวานดื่มแล้วถูกทางยาดื่มในช่วง 1-2 วันแรกจะมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายจนแทบทนไม่ไหว ซึ่งถือเป็นเรื่องดีแสดงว่ายานี้ได้ผล

อย่างไรก็ตาม ต้องต้มดื่มจนครบ 7 วัน ตามที่บอกข้างต้น โรคเบาหวานจะดีขึ้นและหายได้ สามารถต้มดื่มได้เรื่อย ๆ

แต่ไม่จำเป็นต้องทุกวันเหมือนครั้งแรก หากใครที่เป็นเบาหวานต้มดื่ม 3 วัน ไม่มีอาการตามที่กล่าวข้างต้น แสดงว่าไม่ได้ผล ไม่ถูกทางยา ใช้สูตรนี้ไม่ได้ เลิกต้มดื่มได้เลย สูตรนี้เป็นสูตรโบราณ แนะนำเป็นวิทยาทาน ใครเป็นเบาหวานทดลองดูไม่มีอันตรายอะไร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หัวปลี

คำสอนของปู่ย่าตายายหรือคนเก่าคนแก่ บอกไว้ว่า

“ผู้หญิงคนไหนอยากจะให้หน้าอกโตเต่งตึ่ง ต้องกินหัวปลีของกล้วยน้ำว้า ถ้าเป็นแม่ลูกอ่อนจะมีน้ำนมดี กินหัวปลีน้ำนมไหลดี หน้าอกก็เต่งตึง กินได้ทั้งแบบดิบและสด

แบบดิบก็จะนำมาปรุงในรูปของผักที่เป็นเครื่องเคียง เช่นในผัดไทย รสชาติจะฝาดๆ แต่ถ้านำไปปรุงให้สุก ไม่ว่าจะเป็นต้มยำหัวปลี แกงไก่ใส่หัวปลี

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

รสชาติจะนุ่ม มีรสหวานนิดๆ อร่อยดีในเรื่องประโยชน์ของหัวปลีนั้นก็มีหลายอย่าง เช่นถือว่าเป็นอาหารบำรุงน้ำนมของผู้หญิงที่กำลังมีลูก”

เพราะฉะนั้น คุณแม่ลูกอ่อนที่กำลังให้นมลูก จึงควรกินอาหารที่มีหัวปลีเป็นส่วนประกอบให้มากๆ นอกจากหัวปลีจะเหมาะสมกับคุณแม่ลูกอ่อนแล้ว

ในหัวปลียังมีแร่ธาตุมากมาย เช่น ธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง และยังมีความสามารถในการลดน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงความสามารถในการรักษาโรคกระเพาะได้ด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หัวปลี

1. เหง้า ต้มทาท้องน้อย คนคลอดบุตรช่วยให้รกลอกภายหลังคลอดบุตร

2. ใบ รักษาโรคท้องเสีย บิด ห้ามเลือด แก้ผื่นคันตามผิวหนัง

3. ผล บำรุงกำลัง บำรุงเลือด แก้บิด แก้ท้องร่วง(ผลดิบ) สมานแผล แก้ท้องอืดเฟ้อ

4. เปลือกผล แก้ริดสีดวง

5. ยาง ห้ามเลือด

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sharesod

สูตรเด็ด สมุนไพรช่วยล้างไต ขับของเสียออกมาทางปัสสาวะ

04 ก.พ.

สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ

ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ เนื่องจากไตและกระเพาะปัสสาวะทำงานสัมพันธ์กัน เมื่อไตเกิดผิดปกติจึงส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะผิดปกติไปด้วย

และจะเกิดอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะลำบาก เจ็บ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะเป็นฟองมาก หรือบางรายอาจจะปัสสาวะออกมาเป็นเลือดก็ว่าได้

ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการกินอาหารรสจัด หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆ เป็นประจำ

เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการดูแลและรักษาสุขภาพไตของเราให้ดีอยู่เสมอ โดยสมุนไพรพื้นบ้านที่เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ จากหมอสมุนไพรชาวบ้าน

ซึ่งคุณบุญมี ผิงทอง หมอสมุนไพรชาวบ้านประจำตำบลประชาสุขสันต์ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสูตรสมุนไพรบำรุงไต ขับปัสสาวะผ่านทางทีมงาน farmer info รายการทางด่วนข้อมูลการเกษตร จ.พิษณุโลก ไว้ดังนี้

ส่วนผสมสูตรสมุนไพรล้างไต

1. กระชาย 1 ขีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระชาย

2. หอมแดง 1 ขีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หอมแดง

3. ข่า 1 ขีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ข่า

4. ตะไคร้ 1 ขีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตะไคร้

5. ใบมะกรูด 1 ขีด

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

6. ใบมะนาว 1 ขีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ใบมะนาว

7. ใบสาระแหน่ 1 ขีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ใบสะระแหน่

 

วิธีการทำ

1. นำสมุนไพรทั้ง 7 ชนิดมาล้างให้สะอาด

2. ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม ต้มให้เดือด

3. จากนั้นนำมาดื่มให้หมดใน 1 มื้อ  อัตราการใช้ 1 หม้อต่อ 1 วัน

***ไม่ควรนำกลับมาต้มซ้ำควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์จะเห็นผลจากปัสสาวะดีมาก

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: kaijeaw.com , samunpaisecrete

สูตรชาตะไคร้ ใบเตย แก้โรคเก๊าต์ ทำกินเองได้ที่บ้านได้ผลเกินคาดจริงๆ

04 ก.พ.

วันนี้มีข้อมูลดีๆ จากเพจหมอบ้านบ้านมาฝากค่ะ เป็นสูตรชาตะไคร้ใบเตย แก้โรคเก๊าต์ วิธีทำก็ไม่ยากอะไรเลย เดี๋ยวเราไปดูกันเลยว่าวิธีทำต้องทำยังไงแล้วใช้อะไรบ้าง

ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนว่าโรคเก๊าต์คืออะไร

โรคเกาต์ (หรือที่รู้จักกันในนาม โพดากรา เมื่อเกิดกับนิ้วหัวแม่เท้า) เป็นภาวะความเจ็บป่วยที่มักสังเกตได้จากอาการไขข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลันซ้ำ ๆ

มีอาการแดง ตึง แสบร้อน บวมที่ข้อต่อ ข้อต่อกระดูกฝ่าเท้า-นิ้วเท้าที่โคนนิ้วหัวแม่เท้ามักได้รับผลกระทบบ่อยที่สุด (ประมาณ 50% ของผู้ป่วย)

นอกจากนี้ ยังอาจพบได้ในรูปแบบของก้อนโทไฟ นิ่วในไต หรือ โรคไตจากกรดยูริก โรคนี้เกิดจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง กรดยูริกตกผลึกแล้วมาจับที่ข้อต่อ เส้นเอ็น และ เนื้อเยื่อโดยรอบ

การวินิจฉัยทางคลินิกทำได้โดยการตรวจผลึกที่มีลักษณะเฉพาะในน้ำไขข้อ รักษาได้โดยยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) สเตอรอยด์ หรือ โคลชิซีน จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้

หลังจากอาการข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลันผ่านไปแล้ว ระดับของกรดยูริกในเลือดมักจะลดลงได้ โดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และในผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อยอาจใช้อัลโลพูรินอลหรือโพรเบเนซิด เพื่อให้การป้องกันในระยะยาว

จำนวนผู้ป่วยโรคเกาต์เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายสิบปีนี้ โดยมีผลกระทบกับ 1-2% ของชาวตะวันตกในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากปัจจัยเสี่ยงที่พบมากขึ้นในประชากร

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มอาการเมตาบอลิก อายุขัยที่ยืนยาวขึ้น และ พฤติกรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมนั้นโรคเกาต์เคยได้ชื่อว่าเป็น “โรคของราชา” หรือ “โรคของคนรวย”

สูตรชาตะไคร้ใบเตยแก้โรคเก๊าต์

1. ตะไคร้สด 4-5 ต้น

2. ใบเตยสด 2-3 ใบ

3. น้ำสะอาด 2 ลิตร

วิธีการทำ

1. ต้มสมุนไพรจนเดือด พอเดือดลดไฟลง

2. ต้มต่ออีก 15 นาที ห้ามเปิดฝาโดยเด็ดขาด

3. ครบ 15 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น

4. ดื่มแทนน้ำเปล่าติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะล้างกรดยูริคในเลือด สาเหตุของอาการปวดเข่าจากโรคเก๊าต์ได้ดีมากๆ แบบไม่ต้องใช้ยา

สูตรนี้ได้รับการยืนยันจากคนไข้เองว่า ได้ผลดีเกินคาด!

ชาตะไคร้ใบเตยยังช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงธาตุไฟ ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ลดไขมันในเส้นเลือด รสเย็นสบาย บำรุงหัวใจ ให้กลิ่นหอม สดชื่น

**ผลข้างเคียง คือ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงการดื่มก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมง

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: หมอบ้านบ้าน

สูตรภูมิปัญญาโบราณ ช่วยทะลวงเส้นเลือดอุดตัน เพียง 2 นาที

04 ก.พ.

ชายชาวลอนดอนคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเขาไปประชุมที่ปากีสถาน เกิดมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน แพทย์ตรวจพบว่าเส้นเลือดหัวใจของเขา 3 เส้นอุดตันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องผ่าตัดทำบายพาส กำหนดการผ่าตัดคืออีก 1 เดือน

ในช่วงระหว่างนั้นเขาไปพบหมอบำบัดมุสลิมโบราณ หมอบำบัดให้เขาทำยาทานเองที่บ้าน เมื่อทานครบ 1 เดือน ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเดียวกันก่อนผ่าตัด พบว่าเส้นเลือดทั้ง 3 เส้นใสสะอาด ที่เคยอุดตันก็ถูกทะลวงออกหมด
เพื่อช่วยให้คนอื่นได้รับประโยชน์ เขาได้บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งโชว์ภาพถ่ายเส้นเลือดของเขาก่อนและหลัง เพื่อให้แสดงความแตกต่างก่อนและหลังทานยา
ในวันนี้เราจึงจะมาบอกวิธีการทำยาที่ช่วยทะลวงเส้นเลือดอุดตัน อย่างละเอียด ดังนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. น้ำมะนาว 1 ถ้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำมะนาว

2. น้ำขิง 1 ถ้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำขิง

3. น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระเทียม

4. น้ำส้มสายชูแอปเปิล 1 ถ้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำส้มสายชูแอปเปิล

วิธีการทำ

1. นำกระเทียมและขิง มาลอกเปลือกและหั่นขิงเป็นชิ้นบางๆ

2. นำทั้งสองอย่างใส่เครื่องปั่นหรือเครื่องคั้นน้ำผลไม้ ปั่นละเอียดแล้วเทลงบนผ้ากรอง เพื่อบีบน้ำคั้นออกมา

3. นำน้ำคั้นกระเทียมและขิงลงไปในหม้อ เติมน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูแอปเปิลลงไป ต้มจนเดือด

4. แล้วค่อยๆเคี่ยวไปโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำระเหยออก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ยาที่เคี่ยวแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น

5. ตั้งทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลง ก็ให้เติมน้ำผึ้งลงไปผสมเพื่อให้ทานได้ง่าย (ใส่เท่าที่รสชาติพอจะทานได้)

6. จากนั้นนำน้ำสมุนไพรนี้ใส่ในขวดแก้ว แช่ในตู้เย็นเก็บไว้

วิธีรับประทาน

1. รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้า ทุกวัน

2. สามารถขจัดโรคหัวใจและหลอดเลือดให้หายขาดได้

3. คนทั่วไปยังสามารถใช้เป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคหวัดและโรคภัยอื่นๆ ได้อีกด้วย

4. เมื่อทานได้ 1 เดือน ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดสะอาด เส้นที่มีการอุดกั้นได้ถูกทะลวงไปแล้ว

หมายเหตุ: น้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ล มีจำหน่ายตามห้างต่างๆ เช่น ท็อป แมคโคร

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่กำลังประสบกับปัญหาเส้นเลือดอุดตันอยู่ก็ลองนำวิธีการด้านบนไปลองทำตามดูตามแบบฉบับภูมิปัญญาโบราณ แต่คุณต้องทำอย่างมีวินัยและรอดูผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง จนคุณเองก็ไม่อยากจะเชื่อ

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sharesod

สมุนไพรไทย ต้นเกล็ดปลา แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้โรคตับพิการ

04 ก.พ.

ต้นเกล็ดปลา

เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายเกล็ดของปลา หลายคนอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตากันมากนัก หรือบางพื้นที่อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจะพาไปรู้จักพืชชนิดนี้กันค่ะ สรรพคุณมีอะไรบ้างไปดูกันเลยจ้า

ชื่ออื่น : เกล็ดปลา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllodium longipes (Craib) Schindl.

ชื่อวงศ์ : Papilionaceae

สมุนไพรเกล็ดปลา : มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลูบตีบต้น (เชียงใหม่), เกล็ดลิ่นใหญ่ (นครราชสีมา), เกล็ดปลา (กาญจนบุรี), กาสามปีกใหญ่ (สร) เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดปลา

1. ต้นเกล็ดปลา

จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม มีความสูงได้ประมาณ 1.5-2.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านโปร่ง ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนนุ่ม ปลายกิ่งย้อยลง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นในจีนตอนใต้จนถึงมาเลเซีย โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าผลัดใบที่ชื้น และป่าดงดิบ ที่ระดับความสูงประมาณ 400-800 เมตร

2. ใบเกล็ดปลา

ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะของใบย่อยที่อยู่ตรงกลางจะเป็นรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนถึงหยักเว้าเล็กน้อย ด้านล่างมีขนนุ่มแน่น มีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยด้านข้างจะมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย โดยจะมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ หลังใบและท้องใบมีขน ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร

3. ดอกเกล็ดปลา

ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลุ่มละ 5-15 ดอก ดอกมีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลาขนาดใหญ่ประกบหุ้มไว้ 2 ใบ ทั้งสองด้าน รูปกลมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร มีสีเขียวไม่เข้มมาก ประกบซ้อนกัน ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวหรือรูปแท่งย้อยออกมา กลีบดอกย่อยเป็นสีขาว ลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว มีขนาดเล็ก

4. ผลเกล็ดปลา

ผลมีลักษณะเป็นฝักแบนยาว รูปขอบขนาน คอดเป็นข้อ ๆ ระหว่างเมล็ดประมาณ 2-5 ข้อ เมื่อแห้งจะหลุดเป็นข้อ ๆ ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.7-2.5 เซนติเมตร ผิวฝักมีขนขึ้นปกคลุม เมล็ดมีขนาดเล็กและแข็ง มีลักษณะเป็นรูปไต

สรรพคุณของเกล็ดปลา

1. รากเกล็ดปลา ใช้ผสมกับรากกระดูกอึ่ง รากกาสามปีกใหญ่ รากโมกมัน และรากหางหมาจอก ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้คุณไสย (มีอาการผอมแห้ง ใจสั่น บางเวลาเพ้อคลั่ง และร้องไห้) (ราก)

2. หมอยาพื้นบ้านจังหวัดมุกดาหารจะใช้รากเป็นยาแก้ไข้ (ราก)

3. ใบมีรสจืด ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น (ใบ)

4. หมอยาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)

5. ใบใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปัสสาวะดำ (ใบ)

6. รากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับพิการ (อาการผิดปกติของตับ) (ราก)

7. เปลือกรากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ตำพอกแก้ปวด แก้เคล็ดบวม (เปลือกราก)

ประโยชน์ของเกล็ดปลา

  • สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนได้ ให้รูปทรงสวยงามดูแปลกตา

จะเห็นได้ว่าสมุนไพรเกล็ดปลาอาจจะเป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยคุ้นตากันมากนัก แต่กลับมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้มากมาย เห็นแบบนี้แล้วก็อย่าลืมมีไว้ในบ้านกันสักต้นนะคะ

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: medthai, kaijeaw

น่าอัศจรรย์! น้ำกระเจี๊ยบเขียว ช่วยลดเบาหวาน คอเลสเตอรอล และโรคไต

02 ก.พ.

กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ในหลายประเทศจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อว่า กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ซึ่งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย และในชาวแคริบเบียน จะเรียกกันเช่นนี้

 

พืชยอดเยี่ยมนี้อุดมไปด้วยสารอาหาร เพราะกระเจี๊ยบสดหนึ่งแก้วมีโปรตีน 2 กรัม มีวิตามิน C 21 มิลลิกรัม มีกรดโฟลิก 30 แคลอรี่ มีโฟเลต 80 ไมโครกรัม มีแมกนีเซียม 60 มิลลิกรัม มีไฟเบอร์ 3 กรัม มีไขมัน 0.1 กรัม

 

และมีคาร์โบไฮเดรต 7.6 กรัม พืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้บริโภคได้ตลอดทั้งปีในรูปแบบต่างๆ เช่น ทอด ต้ม ตุ๋น หรือดอง

 

สมุนไพรกระเจี๊ยบเขียว ยังมีชื่อท้องถิ่นอีก เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบมอญ มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือขื่น มะเขือมื่น (ภาคเหนือ), ถั่วเละ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น

และสำหรับในประเทศไทย พื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ประโยชน์ต่อสุขภาพ
1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

2. ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

3. ช่วยลดระดับน้ำตาลโดยผ่านการบริโภคโดยตรง

4. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

5. ป้องกันการเกิดโรคไต

**วันนี้เราจะนำเสนอสูตรน้ำกระเจี๊ยบ ที่จะช่วยให้เกิดความสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนผสม
1. กระเจี๊ยบเขียวสด 4 ฝัก

2. น้ำเปล่า 1 ถ้วย

สูตรน้ำกระเจี๊ยบ
1. ใช้มีดตัดด้านข้างของฝักกระเจี๊ยบออก

2. ใส่ฝักกระเจี๊ยบลงในขวดขนาดใหญ่และเทน้ำลงไปให้ท่วม

3. แช่ฝักกระเจี๊ยบทิ้งไว้ตลอดคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

4. ในตอนเช้าให้บีบน้ำในฝักกระเจี๊ยบออกให้หมดและเก็บน้ำไว้

5. โยนฝักของมันทิ้งไปและดื่มน้ำทันที

 

วิธีใช้
คุณควรดื่มเครื่องดื่มนี้ในขณะท้องว่าง ก่อนมื้อเช้า 30 นาที มันจะให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจนทำให้คุณประหลาดใจ

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว
1. ฝักอ่อนหรือผลอ่อนใช้เป็นผักจิ้มรับประทาน โดยนำมาต้มให้สุกหรือย่างไฟก่อน หรือนำมาใช้ทำแกงต่าง ๆ เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ใช้ใส่ในยำต่าง ๆ ใช้ชุบแป้งทอด ทำเป็นสลัดหรือซุปก็ได้

2. เมนูกระเจี๊ยบเขียว เช่น แกงส้มกระเจี๊ยบเขียว แกงเลียงกระเจี๊ยบเขียว แกงจืดกระเจี๊ยบเขียวยัดไส้ แกงกะหรี่ปลาใส่กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวผัดผงกะหรี่ ผัดเมล็ดกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบผัดขิงอ่อน ห่อหมกกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบต้มกะทิปลาสลิด ยำกระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียวชุบแป้งทอด สลัดกระเจี๊ยบเขียว ชากระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

3. สำหรับชาวอียิปต์มักใช้ผลกระเจี๊ยบรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ หรือนำมาใช้ในการปรุงสตูว์เนื้อน้ำข้น สตูว์ผัก หรือนำไปดอง ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้จะใช้ผลอ่อนนำมาต้มเป็นสตูว์กับมะเขือเทศที่เรียกว่า “กัมโบ้” หรือทางตอนใต้ของอินเดียจะนำผลกระเจี๊ยบมาผัดหรือใส่ในซอสข้น ส่วนชาวฟิลิปปินส์จะใช้กินเป็นผักสดและนำมาย่างกิน และชาวญี่ปุ่นจะนำมาชุบแป้งทอดกินกับซีอิ้ว

 

4. ดอกอ่อนและตาดอกสามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน

5. รากกระเจี๊ยบสามารถนำมารับประทานได้ แต่จะค่อนข้างเหนียวและไม่เป็นที่นิยม

6. แป้งจากเมล็ดแก่เมื่อนำมาบดสามารถนำมาใช้ทำเป็นขนมปังหรือทำเป็นเต้าหู้ได้

7. ใบตากแห้งนำมาป่นเป็นผงใช้โรยอาหารและช่วยชูรสชาติอาหารได้

8. ฝักที่นำมาตากแห้งแล้ว สามารถนำมาใช้ทำเป็นชาไว้ชงดื่มได้

9. เมล็ดกระเจี๊ยบนำมาคั่วแล้วบดสามารถนำมาใช้แทนเมล็ดกาแฟได้ หรือนำใช้ในการแต่งกลิ่นกาแฟ

10. ใบกระเจี๊ยบนำมาใช้เป็นอาหารวัวหรือใช้เลี้ยงวัวได้

11. กากเมล็ดมีโปรตีนมาก เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์

12. ในประเทศอินเดียมีการใช้เมล็ดกระเจี๊ยบเพื่อไล่ผีเสื้อเจาะผ้า

13. ในประเทศอินเดีย โรงงานผลิตน้ำตาลบางแห่งมีการใช้เมือกจากต้นนำมาใช้ในกระบวนการทำให้น้ำอ้อยสะอาด

14. เปลือกต้นกระเจี๊ยบ แม้จะไม่เหนียวนักแต่ก็สามารถนำมาใช้ทอกระสอบ ทำเชือก เชือกตกปลา ตาข่ายดักสัตว์ ใช้ถักทอเป็นผ้าได้ หรือทำเป็นกระดาษ ลังกระดาษก็ได้

15. เมือกจากผลกระเจี๊ยบสามารถนำมาใช้เคลือบกระดาษให้มันได้

16. กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี จึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทย เนื่องจากต่างประเทศมีการสั่งซื้อกระเจี๊ยบของไทยปีละหลายล้านบาท โดยมีบริษัทที่ทำโครงการปลูกกระเจี๊ยบเขียวอย่างครบวงจรมาร่วมมือกับเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ช่วยกันปลูกเพื่อส่งออก

17. สำหรับในต่างประเทศมีการนำกระเจี๊ยบเขียวไปผลิตแปรรูปได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทำเป็นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูป เช่น กระเจี๊ยบเขียวอบแห้ง หรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องหอม อุตสาหกรรมยา เช่น ทำเป็นยาผงและแคปซูล

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sharesod , samunpaisecrete

สูตร ช่วยลดความดันโลหิต ไมเกรน ลดน้ำตาล แค่ทานคื่นฉ่ายทุกวัน 1 สัปดาห์

02 ก.พ.

คื่นช่าย ผักที่มีประโยชน์ ใช้เป็นยามาตั้งแต่สมัยกรีก
สมุนไพรมหัศจรรย์นี้ มีคุณประโยชน์มากมายทั้ง ลดความดันโลหิตสูง ช่วยคลายความเจ็บปวดจากมะเร็ง และมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ทีเป็นเก๊าต์และไขข้ออักเสบ

เหตุใดคื่นช่ายจึงมีประโยชน์ เพราะในคื่นช่ายมีวิตามิน A,C, E, K, B12 อีกทั้ง โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคมเซี่ยม สังกะสี และ เหล็ก

ขึ้นฉ่าย ช่วยลดการอักเสบ และเสริมสร้างเนื้อเยื่อในบริเวณที่อักเสบ ช่วยลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ ในข้อต่อ และช่วยลดการเดิดมะเร็งจากสาร คูมาริน (Comarin) ฟลาโวนอยส์ (Flavonoid) และสารต้านอนุมูลอิสระ

โดย คูมาริน จะช่วยลดการกลายพันธุ์ของมะเร็ง และสารอนุมูลอิสระอันเป็นตัวที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง รวมถึงมีวิตามินซี ช่วยบำรุงหัวใจ หลอดเลือดและต้านหวัด

 

 

ขึ้นฉ่ายยังช่วยเรื่องของไมเกรน หอบหืด บำรุงตับ ภาวะซึมเศร้า และมีประโยชน์ ช่วยในเรื่องการเจริญพันธุ์ ต่อมลูกหมากของผู้ชายและเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย โดยทานเป็นประจำ

สรรพคุณดีๆ กับผักราคาถูกอย่างนี้น้าคมจัดไป 2 เมนูครับ น้ำขึ้นฉ่าย กับ ขึ้นฉ่ายผัดลูกชิ้นปลา สูตรน้ำคื่นช่ายนี่ ทำทานได้ง่ายๆทุกวัน ดีสำหรับทุกคน ดีต่อใจ ช่วยได้สารพัด

 

 

ขึ้นฉ่ายผัดลูกชิ้นปลา
เตรียมลูกชิ้นปลาเจ้าที่ชอบ ขึ้นฉ่ายล้าง หั่น รอไว้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย กระเทียมลงเจียวให้หอม ตามด้วยลูกช้นปลาและขึ้นฉ่ายหั่น ปรุงรสด้วย ซอยหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เต้าเจี้ยวเล็กน้อย ผัดเอาตามชอบ จัดจาน ทานกับข้าวสวย

 

 

น้ำขึ้นฉ่ายปั่น
เตรียมขึ้นฉ่าย ล้าง หั่น นำใส่โถปั่น ใส่น้ำเย็นลงไปปั่น ปริมาณให้พอดีกับขึ้นฉ่าย ปั่นให้ละเอียด

 

 

หากหัดดื่มช่วงแรกให้นำไปกรองแยกทานเฉพาะน้ำ หากใครแกร่งกล้าแล้ว ยกกระดกทั้งกากทั้งฟองเลย

 

ลองทานดูติดต่อกันซักสัปดาห์นึงครับ แล้วคุณจะลืมอาการปวดหัวจากความดันสูงและไมเกรนไปเลย (ขึ้นฉ่ายสามารถทานติดต่อกันได้ ไม่มีอันตราย)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : samunpaisecrete

ใบขลู่ บำรุงไต ป้องกันเบาหวาน ขับนิ่วได้ดี เด็ดกว่ายาแผนปัจจุบัน

02 ก.พ.

ขลู่อาจจะไม่ใช้พืชที่คนไทยรู้จักกันดีนักเพราะไม่ใช้พืชผักสวนครัวรับประทานกันอยู่ประจำ แต่ในบางพื้นมีการใช้ขลู่กันมาอย่างยาวนานทั้งในด้านของการรักษาและส่งเสริมสุขภาพ

 

ชื่อท้องถิ่น >> หนวดงิ้ว หนาดงัว หนาดวัว(อุดรธานี) ขี้ป้าน(แม่ฮ่องสอน) คลู(ใต้) ลักษณะของต้น เป็นไม่พุ่มขนาดเล็กลำต้นกลมสีน้ำตาลแดงหรือเขียว

 

ลำต้นและกิ่งก้านมีขนละเอียดปกคลุม ยอดและใบเดี่ยวสีเขียวอ่อนใบกลมมนปลายใบหยัก ดอกออกเป็นช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆสีขาวอมม่วง

 

วิธีใช้เป็นยาแก้อาการขัดเบา+ขับนิ่ว+ขับปัสสาวะ+บำรุงไต
1. ใบขลู่แห้ง ประมาณ 1 กำมือ หรือ ถ้ามีสด ใช้ประมาณ 3 กำมือ

2. ถ้าเป็นแบบสด ให้ล้างให้สะอาด

3. หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

4. นำไปต้มกับน้ำสะอาด ประมาณ 1 ลิตร

5. ต้มเคี่ยวให้เหลือประมาณ ครึ่งลิตร ใช้ไฟอ่อนๆ

 

วิธีการดื่ม
ให้แบ่งกินวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา ( 75 มิลลิลิตร ) หรือสะดวกจะทำเป็นใบชาเอาไว้ชงก็ได้
วิธีการทำใบชาจากใบขลู่

1. นำใบขลู่สด ล้างให้สะอาด

2. นำใบขลู่มาซอยให้เป็น ชิ้นเล็กๆ คล้ายใบชา

3. นำไปตาก หรืออบให้แห้ง

4. เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้ความชื้นเข้าได้

ควรทำแล้วใช้ภายใน 4 เดือน เพราะจะทำให้สารยาเสื่อมคุณภาพได้
ตามตำรายาไทย ใช้แก้ริดสีดวง แก้กษัย ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ แก้ปัสสาวะพิการ มุตกิจระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะสมานภายนอกและภายใน แก้ไข้

ใบสดแก่ นำมาตำแล้วบีบเอาน้ำ ทาตรงหัวริดสีดวงทวารทำให้หัวริดสีดวงหดหายไป นำใบมาตำผสมกับเกลือกินรักษากลิ่นปากและระงับกลิ่นตัว

 

แพทย์แผนโบราณใช้ใบขลู่สดพอกรักษาแผลที่เกิดจากอาการเนื้อตายหรือนำใบขลู่มาชงชาหรือต้มเพื่อใช้รักษาอาการนิ่วในไต (ยาขับปัสสาวะ) อาการอักเสบอาการปวดหลัง และ อาการตกขาว

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากการทดลองในสัตว์ โดยใช้ต้นขลู่แห้ง 10 กรัม เติมด้วย 200 cc. ต้มให้เดือนแล้วรินเอาน้ำออก แล้วนำไปให้หนูขาวทดลองกิน

พบว่ายาต้มที่ได้จากต้นขลู่จะมีฤทธิ์ทำให้ขับปัสสาวะได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับยาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน (Hydrochlorothiazide) ปรากฏว่าสามารถขับปัสสาวะได้ดีกว่าและสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายน้อยกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบัน

นอกจากนั้นขลู่ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย
– ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงประสาท

– ทั้งต้นนำมาต้มกินเป็นยารักษาโรคเบาหวาน ส่วนใบก็ใช้ชงดื่มเป็นน้ำชาก็มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวานได้เช่นกัน

– ใบใช้ชงดื่มแทนน้ำเป็นชา มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต

– ช่วยรักษาไข้ ช่วยขับเหงื่อ

– ทั้งต้นมีรสหอมฝาดเมาเค็ม ช่วยแก้นิ่วในไต

– ช่วยแก้มุตกิดระดูขาวของสตรี ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นชา

– ช่วยลดอาการบวมน้ำได้

– ใบและรากสดใช้ตำพอกแก้แผลอักเสบ ใบและรากใช้ทำเป็นขี้ผึ้งสำหรับทารักษาแผลเรื้อรัง

ประโยชน์ของขลู่
1. ยอดอ่อนมีรสมัน ใช้รับประทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก ลาบ หรือเครื่องเคียงขนมจีน ส่วนใบอ่อนนำไปลวกใช้รับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงคั่ว ส่วนดอกนำไปยำร่วมกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

2. ใบเมื่อนำมาผึ่งให้แห้งจะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นน้ำผึ้ง นำมาใช้ต้มกับน้ำดื่มหรือชงแทนชาจะช่วยลดน้ำหนักได้ (ใบ)

3. ใบสดแก่นำมาตำผสมกับเกลือใช้กินรักษากลิ่นปากและช่วยระงับกลิ่นตัว (ใบ)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : samunpaisecrete

สูตรลับ! รักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แบบโบราณ อาการดีขึ้น

02 ก.พ.

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีสาววัย 36 ปีคนหนึ่งที่ป่วยเป็น “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท” ในช่วงแรกๆ อาการหนักมากจนต้องนอนอยู่แต่บนเตียงที่แข็งกระด้างกว่า 1 เดือน เมื่อจะลงจากเตียงก็ต้องมีที่ยึดจับขอบเตียงแล้วค่อยๆ ขยับตัวลงมาทีละนิด

พวกเราไปกว้านซื้อยาหลายอย่างที่หมอบอกว่าช่วยในการรักษา ถึงแม้ว่าจะช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยทั้งหมด เมื่อเวลาเหนื่อยอาการก็จะกำเริ่บขึ้นมาทันที

 

เพราะว่าผิวหนังของเธอแพ้ง่าย ทำให้ยาทา แปะแผ่นพลาสเตอร์บรรเทาปวดก็ไม่สามารถใช้ได้ อาการปวดที่หลังยังรักษาไม่หาย ผิวหนังก็มาเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงจนบวมแดงอีก ทั้งคันและปวด มันทรมานจริงๆ

 

เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนได้แนะนำวิธีหนึ่ง โดยนำเม็ดเกลือมาผัดให้ร้อน จากนั้นใส่เข้าไปใสกระสอบผ้า นำมาวางไว้ตรงบริเวณที่รู้สึกปวด หากว่ามันเย็นแล้วก็สามารถนำมาผัดใหม่ให้ร้อน ช่วยประหยัดเงินได้มาก

 

 

 

เพราะว่าเกลือช่วยลดอาการอักเสบได้ ส่วนข้าวสารมีประโยชน์ต่ออวัยวะภายในทั้งห้า ส่วนขิงสามารถขับลมเย็นออกจากร่างกายได้ นำส่วนผสม 3 อย่างนี้นำมาผัดด้วยกันจนร้อน เพื่อให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า ควรใส่ส่วนผสมทั้ง 3 อย่างให้ครบ

 

 

คนสมัยโบราณรู้จักวิธีนี้มากนานแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าของใช้ภายในบ้านมีประโยชน์มากมายกว่าที่เราคิด

หากมันเริ่มเย็นแล้ว บ้านใครมีเตาอบไมโครเวฟก็สามารถนำไปอุ่นในเตาได้ แต่ระวังอย่าให้นานเกินไป

อีกอย่าง คือ จำเป็นจะต้องใช้ถุงผ้าสมุนไพรนี้วางทับบริเวณที่มีอาการจากด้านล่างขึ้นสูงด้านบน โดยเริ่มจากที่่น่องจากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปด้านบน และวางทับด้านหลังของร่างกายก่อนแล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาวางทับด้านหน้า แบบนี้แล้วทั่วร่างกายของเราก็จะมีเลือดลมไหลเวียนทั่วร่างกาย อาการปวดก็จะค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติเอง

วิธีนี้ไม่ว่าคนธรรมดาก็สามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว

 

 

หลักการของเกลือร้อน คือ ฉนวนกันความร้อนของเกลือ สามารถซึมผ่านได้อย่างดี ไม่เพียงแต่ทำให้ความร้อนซึมเข้าร่างกายได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถดูดซับอาการเจ็บปวดออกมาได้ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ขยายรูขุมขน ช่วยเพิ่มการหลั่งของต่อมเหงื่อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย

ข้อควรระวัง ให้นำผ้ามารองอีกชั้น เพื่อไม่ให้ถุงสมุนไพรที่ร้อนนี้ทำให้ผิวหนังไหม้จนได้รับบาดเจ็บ

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : samunpaisecrete