หญ้าพันงู สมุนไพรไม่ควรมองข้าม ช่วยรักษาโรคไต เบาหวาน ได้ผลอย่างดี

04 ก.พ.

ต้นหญ้าพันงู ถอนมาตากแห้งแล้วต้มกินแทนน้ำ มีสัพคุณทางด้านของการรักษาโรคไต เบาหวาน โรคเกาต์ ได้ผลดีมากเลยครับ แม่ผมเองที่เป็นโรคเบาหวานโรคเกาต์และไต เหลือแค่ 4%

หมอบอกว่าจะต้องล้างไตแล้วนะแต่ดวงดีที่มีคนมาบอกให้เอาต้นหญ้าพันงูมาต้มกิน แม่ผมต้มกินไม่ถึงครึ่งเดือนไปตรวจตามหมอนัด เบาหวานกลับเป็นปกติเกาต์ที่เป็นอยู่ก็ไม่ปวด เดินได้คล่องไตก็กลับมาเป็น 46% ครับ

หญ้าพันงูเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในประเทศอินเดียมานานนับพันปี ในการรักษาโรคนิ่ว โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของสตรี ใช้เป็นยาคุมกำเนิด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบาย ท้องมาน แผล ฝี หนอง ข้ออักเสบ เป็นต้น

ผลหญ้าพันงูขาว

การศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สอดคล้องกับการใช้ของคนโบราณ โดยพบว่า หญ้าพันงูมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้แท้ง มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ต้านความดันโลหิตสูง ต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย ต้านมาลาเรีย ต้านโรคเรื้อน ลดน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ยับยั้งการมีปริมาณ Oxaiate ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ และมีรายการศึกษาในคน พบว่าหญ้าพันงูมีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหอบหืด

พันงูขาว

ชาวล้านนาโบราณเชื่อว่า เมื่อเอาใบหรือรากหญ้าควยงูมาบดละเอียดแล้วผสมกับน้ำนมวัวสด ใช้ทาสะดือของหญิงที่มีบุตรยาก จะทำให้มีบุตรง่ายขึ้นชาวบ้านส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าพืชชนิดไหนบ้างที่เมื่อเผาแล้วนำเถ้ามาละลายน้ำจะได้น้ำด่างที่ดี หญ้าพันงูเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัตินั้น

ใบหญ้าพันงูขาว

รู้คุณสมบัติทางยาของหญ้าพันงูขาวแล้วรีบหามาปลูกนะครับ บางท้องที่ขึ้นดาษดื่นไม่มีใครสนใจเยียบย่ำไปมา คุณทิพย์ประสิทธิ์ สุวรรณจามรี บอกว่าที่มาเลเชียก็เช่นเดียวกัน น้อยคนนักจะรู้คุณค่าของสมุนไพรชนิดนี้ แท้จริงแล้วหญ้าพันงูขาว คือสุดยอดยารักษานิ่ว จนได้รับการขนานนามจากวงการแพทย์แผนไทยว่าเป็น ราชาของยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ นอกจากนี้ต้นหญ้าพันงูใช้ทำเป็นปุ๋ยได้ดีเนื่องจากมีธาตุโปแตสเซี่ยมค่อนข้างสูง

ข้อควรระวัง : ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์

ดอกพันงูขาว

ประโยชน์ของหญ้าพันงู

1. ต้นหญ้าพันงูขาวสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยได้ดี เนื่องจากมีธาตุโพแทสเซียมค่อนข้างสูง

2. มีความเชื่อว่าหญ้าชนิดนี้สามารถรักษางูกัดได้ และหากเราพกรากติดตัวเอาไว้ก็จะช่วยป้องกันงูกัดได้

3. หญ้าพันงูขาวเป็นสมุนไพรที่คนภาคเหนือของไทยนำมาใช้เป็นยาสีฟัน โดยเอารากพันงูขาวนำมาเผาให้เป็นด่าง (เป็นเถ้าสีดำ) แล้วนำยานั้นมาสีฟัน เชื่อว่าจะทำให้ฟันคงทน แต่หมอยาบางท่านว่าไม่ต้องเผาก็ได้ แต่ให้นำกิ่งหรือรากสีฟันได้เลย

4. หมอเมืองขาวล้านนาโบราณมีความเชื่อว่าเมื่อเอาใบหรือรากของหญ้าพันงูขาวมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำนมวัวสด ใช้ทาสะดือของหญิงที่มีบุตรยาก เชื่อว่าจะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น

ดอกหญ้าพันงูขาว

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก อัคเดช บัณฑิต‎ โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

10 วิธีการดูแลสมอง ให้แจ่มใส โล่งสบาย ไม่เคลียด

04 ก.พ.

วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลสมอง 10 ประการจาก หนูดี วินิษา เรซ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ เคล็ดลับต้องทำอย่างไรบ้างไปดูกันเลยจ้า

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์ เซลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว

2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดี ไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดี อย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรส เป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซี กินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติ และนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมอง เข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่น ที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพ และมีความคิด สร้างสรรค์

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมอง ว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวัน สมองจะปรับพฤติกรรมเรา ให้ไปสู่เป้าหมายนั้น

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้ม หรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมา

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้ หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุข ก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลือง พลังงานสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณ สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน ลงในสมุดบันทึก เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมี ที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกซิเจน 20-25% ของออกซิเจน ที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการ ส่งพลังงานที่ดี ไปยังสมอง

10. อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลดีๆ ให้คนอื่นเสมอ เพราะสมองของเรา จะจดจำข้อมูล ที่เราแบ่งปันให้คนอื่น

”หนูดี – วนิษา เรซ”

แหล่งที่มา : nearbytable

วัชพืชสมุนไพร “หญ้าปากควาย” ช่วยลดอักเสบเป็นยาแก้พิษ

03 ก.พ.

 

ต้นหญ้าชนิดหนึ่งเป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้าลำต้นกลมเป็นปล้องกลวง ใบเป็นแผ่นบาง รูปหอกแคบเรียวยาว 3-4 นิ้ว เหมือนหญ้าขน แต่ผิวเรียบไม่มีขน ดอกเล็กๆ สีขาวแซมเขียว แบนๆ ออกเรียงติดกันบนก้านดอกเป็นแท่งกว้างราว 3-5 มม. ยาวราว 1 นิ้ว หนาราว 3-5 มม.

ก้านดอกติดชนกันที่ปลายก้านช่อ 4 แท่ง ตั้งฉากต่อกัน เป็นสี่แฉก ก้านช่อกลมสีเขียวอ่อนตั้งตรงสูง เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป มักเกิดร่วมกับต้นหญ้าชนิดอื่นๆ

โดยทั่วไปเป็นอาหารของสัตว์กินใบไม้ใบหญ้า ที่ผู้คนมักจะไม่สนใจและเห็นว่าเป็นวัชพืชและถอนทิ้งไป แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าคุณยังไม่รู้ว่าหญ้าปากควาย ก็มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง อย่างน่าอัศจรรย์!!

 

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หญ้าปากควาย เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้ามีอายุปีเดียว ลำต้นเลื้อยทอดนอนไปตามพื้น แตกลำและรากที่ข้อแล้วตั้งตรงลำต้นกลมเป็นปล้องกลวง มีความกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และมีความสูงของต้นประมาณ 15-50 เซนติเมตร

ใบหญ้าปากควาย เป็นรูปแถบ มีความยาวประมาณ 9.5-32 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบตัด ส่วนขอบใบมีขนยาวห่าง ลักษณะของแผ่นใบเกลี้ยง มีกาบใบสั้นหรือยาวกว่าปล้อง มีความยาวประมาณ 3.2-5.5 เซนติเมตร เกลี้ยง ขอบเกลี้ยง ส่วนลิ้นใบเป็นเยื่อ มีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ส่วนปลายมีและมีขน

ดอกหญ้าปากควาย ออกดอกเป็นช่อแบบกระจะ ช่อดอกแยกแขนงคล้ายรูปนิ้วมือ ออกที่ปลายกิ่ง ช่อย่อยมีประมาณ 3-5 ช่อ ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร แกนช่อเป็นเหลี่ยม ช่อดอกย่อยออกเดี่ยวๆ ติดที่แกนแขนงช่อดอกด้านเดียว แบบเรียงสลับ ไร้ก้าน ร่วงหรือกาบ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

โดยช่อดอกย่อยมีลักษณะเป็นรูปไข่แบนด้านข้าง ส่วนดอกบนเป็นแบบสมบูรณ์เพศ กาบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน เนื้อบาง และกาบล่างจะยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ปลายยาวคล้ายหาง มีขนขึ้นบริเวณขอบกาบ มีเส้นกาบ 3 เส้น โดยกาบบนยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายแหลม มีขนขึ้นบริเวณเส้นกลางกาบและขอบกาบ มีเส้นกาบ 1 เส้น

ผลหญ้าปากควาย มีขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายรูปไตหรือกลม สีน้ำตาล ยาวประมาณ 1.1-1.2 มิลลิเมตร ผิวเป็นคลื่นสีน้ำตาลเข้ม ในผลหนึ่งๆ จะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ทั้งต้น

 

สรรพคุณทางสมุนไพรและวิธีการใช้

1. มีฤทธิ์เจริญธาตุไฟ ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ยาช่วยดับพิษกาฬ แก้ไข้หวัดทุกชนิด แก้พิษไข้ แก้ไข้ตรีโทษ และไข้หัวทุกชนิด ช่วยในการย่อยอาหาร ยาขับปัสสาวะ ยาแก้พิษฝี นำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่มรับประทาน

2. อาการปวด บวม และอาการอักเสบ โดยนำทั้งต้นมาตำผสมกับเหล้าใช้พอกหรือทาแก้อาการปวดบวม และอาการอักเสบ

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

เตือน! ภัยใกล้ตัวลูก สะพายกระเป๋านักเรียนหนัก เสี่ยงต่อรูปร่างกระดูกสันหลัง

03 ก.พ.

ภาพของเด็ก ๆ ที่สะพายกระเป๋าจนหลังโก่ง เป็นภาพชินตาที่ไม่มีใครเข้ามาแก้ปัญหาจริงจังเสียที ถึงแม้จะมีข้อมูลจากมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคก่อนหน้านี้ ระบุว่า เด็กในระดับชั้น ป.1 ป.2 และ ป.3 ไม่ควรแบกกระเป๋านักเรียนหนักเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว แต่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษายังใช้กระเป๋าหนักเกินร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าวิกฤติมาก

นับเป็นอันตรายที่พ่อแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป โดย ทีมงาน Life & Family ได้สอบถามไปยัง นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พบว่าการสะพายกระเป๋านักเรียนหนัก ๆ ส่งผลกระทบต่อหมอนรองกระดูกสันหลังของเด็กจริง หากต้องสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ไปโรงเรียนทุกวัน อาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามมาได้

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการปวดหลังเรื้อรัง และส่งผลต่อรูปร่างของกระดูกสันหลังในอนาคตอีกด้วย

โดยมีการศึกษาชัดเจนพบว่า หากมีอาการปวดหลังตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ โตขึ้นไป อาการปวดหลังจะเกิดเรื้อรังได้ โดยในต่างประเทศนั้น คนที่ปวดหลังเรื้อรัง เช่น ในวันแรงงานก็มีปัญหามาตั้งแต่วัยเด็ก และวัยรุ่น ยิ่งถ้าแบกกระเป๋าที่หนักมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวจะเห็นได้เลยว่าลักษณะของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ความโค้งงอของกระดูกสันหลังจะผิดปกติไป

ไม่เพียงแต่จะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายเท่านั้น ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กด้วย ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็คุณหมอท่านนี้บอกว่า การที่เด็กสะพายกระเป๋านักเรียนหนัก ๆ เป็นประจำ กล้ามเนื้อทั้งไหล่ ทั้งเอวจะเมื่อยล้า เป็นไปได้ที่สมาธิในการเรียนรู้ของเด็กจะลดลง

“ก็เหมือนผู้ใหญ่นั่นแหละ หากต้องแบก หรือยกอะไรหนัก ๆ ก็ต้องเมื่อยล้าเป็นธรรมดา แต่สำหรับเด็กผมคิดว่ากระเป๋ามันหนักเกินไปนะ ต้องมีใครเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโรงเรียนที่ควรเข้ามามีส่วนช่วยเด็ก โดยหาตู้ หรือโต๊ะเพื่อไว้เก็บสัมภาระ หรือหนังสือ รวมถึงสอนเด็กจัดตารางสอนให้พอดี และถือของเท่าที่จำเป็นไปโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ และโรงเรียนต้องให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ด้วยครับ” ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังและข้อเผย

ด้านแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ทางศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีข้อเสนอแนะไว้เป็นทางเลือกว่า

– เลือกใช้กระเป๋ามีล้อเข็น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการปวดกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนักกดทับกระดูกสันหลัง อย่างไรก็ตามเด็กนักเรียนก็ยังคงต้องแบกหิ้วกระเป๋าล้อเข็นขึ้นลงรถโดยสาร หรือบันไดอยู่ดี ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มได้ง่าย พ่อแม่ควรพิจารณาน้ำหนักโดยรวมทั้งหมดต้องไม่ควรเกิน 20 % ของน้ำหนักตัว เช่น เด็กน้ำหนักประมาณ 20 ก.ก. น้ำหนักกระเป๋าไม่ควรเกิน 4 ก.ก.

– การใช้กระเป๋าแบกหลังต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับเด็ก มีช่องว่างใส่ของเพียงพอ และจัดวางอย่างเหมาะสมโดยให้น้ำหนักกระจายไปทั่วกระเป๋า สายสะพายไหล่ควรมีความกว้างกว่า 6 ซ.ม. สายที่เล็กจะทำให้กดทับบริเวณไหล่ ซึ่งอาจกดลึกจนมีผลต่อกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทได้

– การใช้กระเป๋าสะพายหลัง ต้องปรับสายสะพายเพื่อให้กระเป๋าแนบหลัง ไม่ห้อยต่ำ ก้นกระเป๋าต้องไม่อยู่ต่ำแหน่งที่ต่ำกว่าบั้นเอว และผู้ใช้ต้องเดินตัวตรง ไม่เอนตัวไปข้างหน้า

– การแบกกระเป๋าต้องใช้สายสะพายไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้น้ำหนักกระจายตัวอย่างสมดุล การสะพายไหล่ข้างเดียวจะมีความเสี่ยงสูงต่อการปวดต้นคอ ไหล่ และหลังได้ เพราะน้ำหนักถ่วงไม่สมดุลย์นั่นเอง

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ทั้งหลาย ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมเสียที เพราะไม่เช่นนั้น เด็กในวันนี้อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพตามมาในอนาคตได้ นั่นหมายความว่า คุณภาพในการใช้ชีวิตของเด็กอาจด้อยลงตามไปด้วย

เกือบ 4 กิโลกรัม หลายคนอาจจะบอก ก็ 4 กิโลกรัมเอง แต่ถ้าเอามาเทียบน้ำหนักตัว ผมว่าเยอะนะครับ(มีวันอื่น ที่กระเป๋าหนักกว่านี้ มากสุดก็เกือบ 5 กิโลกรัม)

ลูกผมหนัก 24 กิโลกรัม แปลว่า ลูกต้องแบกน้ำหนักเพิ่มถึง 1/6 ของน้ำหนักตัว (16.67%) ผมว่ามันมากเกินไปนะครับ

อย่างผมหนัก 80 กิโลกรัม ถ้าแบก 1/6 ของน้ำหนักตัว ก็ 13.33 กิโลกรัมเลยนะครับ แค่คิดก็ไม่อยากแบกแล้ว

เคยคุยกับหมอ อาจจะมีปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อได้ ทำให้เด็กเดินตัวเอียง ห่อไหล่ ทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าไม่เท่ากัน ส่งผลให้เด็ก ปวดคอ ไหล่ หลัง และกระดูกโค้งเปลี่ยนรูปได้

ลองไปหาข้อมูลว่ามาตรฐานน้ำหนักกระเป๋านักเรียนควรอยู่ที่เท่าไหร่

ต่างประเทศ กำหนด น้ำหนักกระเป๋านักเรียน ร้อยละ 10-20 ของน้ำหนักตัว แต่คนไทยตัวเล็ก กำหนดที่ไม่ควรเกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว

เด็กอายุ 7 ปี น้ำหนักมาตรฐาน ประมาณ 22.5 กิโลกรัม ดังนั้น กระเป็านักเรียนไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 3.375 กิโลกรัม

ทางแก้ ถ้าไม่สามารถลดน้ำหนักสิ่งที่พกไปได้ ก็อาจจะมีล้อลากที่กระเป๋าครับ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้หยุดพักบ้าง จัดกระเป๋าให้น้ำหนักไม่มากไปข้างใดข้างนึง ต้องใส่สะพายกระเป๋าทั้งสองข้าง โดย1สาย/ไหล่
แล้วดูยังไงว่าเด็กผิดปกติไหม ก็ให้เด็กถอดเสื้อ ถอดรองเท้า ให้ยืน แล้วสังเกตุว่า ไหล่ สะโพก ทั้งสองข้างอยู่ในระดับเดียวกันไหม ดูแนวกระดูสันหลังว่าตคดงอไหม ถ้าผิดปกติ ก็ต้องไปพบแพทย์ครับ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 3 พ.ค. นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ) กล่าวให้ข้อมูลว่า ถ้าสะพายกระเป๋าเป้ที่มีน้ำหนัก 20% ของน้ำหนักตัวเด็ก จะมีโอกาสเกิดอาการ ปวดคอ ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และยังทำให้การทำงานของปอดลดลงอีกด้วย

สำหรับคำแนะนำการซื้อกระเป๋าเป้สะพายหลังมีดังนี้ กระเป๋าต้องน้ำหนักเบา ความกว้างกระเป๋าต้องไม่กว้างกว่าไหล่ และความสูงของกระเป๋าเมื่อเด็กนั่งลง ต้องไม่สูงเกินไหล่ ขณะที่สายสะพายไหล่ควรหุ้มเบาะทั้ง 2 เส้น และควรมีความกว้างกว่า 6 ซม. เพื่อกระจายแรงที่กดลงบนไหล่ ที่สำคัญควรคล้องสายสะพายไหล่ทั้ง 2 เส้น อย่าสะพายหรือแบกข้างเดียว และปรับสายสะพายให้กระชับพอดี เพื่อให้กระเป๋าแนบหลังและก้นกระเป๋าอยู่สูงกว่าเอว ถ้ามีสายรัดบริเวณเอวก็ควรใช้ด้วย จะช่วยให้กระเป๋ากระชับกับแผ่นหลัง ไม่แกว่งไปมาขณะเดินหรือวิ่ง

หรือเพื่อนๆ มีความคิดเห็นเรื่องกระเป๋านักเรียนว่าควรทำอย่างไรดีครับ

อย่างไรก็ตาม น้ำหนักกระเป๋าไม่ควรเกิน 10-15% ของน้ำหนักตัว หรือหากเด็กสะพายกระเป๋า แล้วเดินโน้มตัวมาข้างหน้า แสดงว่าน้ำหนักกระเป๋ามากเกินไป จึงควรจัดสิ่งของที่มีน้ำหนักมากที่สุด ให้อยู่ชิดบริเวณกลางหลังมากที่สุด และจัดวางให้น้ำหนักกระจายทั่วกระเป๋า ทั้งนี้ภัยใกล้ตัวที่คุณพ่อ-คุณแม่มองข้าม และมักไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ กลายเป็นเรื่องเคยชินจนเป็นปัญหาสุขภาพ เพราะหลังเล็กๆ ของเด็กก็มีความหมาย

แหล่งที่มา : pantip, updatetoday