นิ้วล็อก นิ้วชา มือแข็ง วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ เพียงทำตามขั้นตอนนี้

04 ก.พ.

จากตัวอย่างคนไข้ของ หมอนัท คุณนา มีอาการ ปวดข้อนิ้วมือ นิ้วล็อค ปวดไหล่ นอนหลับค่อนข้างยาก เป็นภูมิแพ้บ่อยๆ กลางคืนตื่นขึ้นมาปัสสาวะ 2 ครั้ง ตรวจพบว่ามีอาการไทรอยด์ เคยมีอาการบวมทั้งสองมือ

พฤติกรรมครั้งแรกที่มาพบหมอ ดื่มน้ำเปล่า สองแก้ว/วัน ที่เหลือเป็นเครื่องดื่มอื่นๆ ผู้ที่เป็นไทรอยด์แสดงถึงธาตุไฟกำลังรุนแรง ทำให้เกิดการอักเสบ ธาตุดินแข็ง ไปหมด

วิธีแก้ไขธาตุทั้ง 5

ดูแลธาตุน้ำ (ไต, กระเพาะปัสสาวะ) และ ธาตุโลหะ (ปอด, ลำไส้ใหญ่)

เพิ่มกำลังของไต : ลดการทานอาหารที่ทำร้ายไต ของเค็ม ของหวาน ชาเย็น ชามะนาว กาแฟ สมุนไพรช่วยบำรุงไต เช่น งาดำ กระชาย หญ้าหนวดแมว ชาตะไคร้ ขลู่ เห็ดหลินจือ โสม

สมุนไพรตำรับ : จตุผลาธิกะ, ยาน้ำเบญจพันธ์, ตรีผลา ช่วยเพิ่มน้ำในเลือด

วิธีทำให้ปอด และลำไส้ทำงานได้ดี : ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ทำให้ลำไส้สะอาด เช่น ทำดีท็อกซ์ หรือทานไฟเบอร์ ฝึกหายใจให้ยาวขึ้น

สมุนไพรตำรับ : ธรณีสัณฑะฆาต ยาหอม ทานก่อนนอน

วิธีนวดมือ

1. การนวดมือด้วยยาหม่อง น้ำมันเหลือง หรือน้ำมันงา น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันมะพร้าว ที่มือ และนิ้วจะทำให้หลอดเลือดนิ่ม กล้ามเนื้อนิ่ม และเลือดสามารถไหลเวียนได้ดี น้ำมันที่ดีจะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากจะทำให้หลอดเลือดที่แข็งอักเสบดีขึ้น

2. แช่มือด้วยน้ำอุ่น นอกจากนี้ที่พบได้บ่อยคือ กล้ามเนื้อที่คอค่อนข้างตึง ให้ทำท่า บิดคอ 45 องศาแล้วก้มลง มือชาเลือดไม่เลี้ยงให้ท่าบิดมือลงด้านล่าง

ทานสมุนไพรช่วยคลายกล้ามเนื้อ : กำลังเสือโคร่ง เถาเอ็น โคคลาน ฮ่อสะพายควาย ปู่เฒ่าทิ้งไม้เท้า

FB Live โดย nutthearokaya ชมคลิป

 

ท้ายสุด คือ ความเครียด เพราะจะทำให้หลอดเลือดแข็ง และ กล้ามเนื้อเกร็งจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ การหายใจที่ปกติแสดงถึงความไม่เครียด ดังนั้นลองสังเกตที่ลมหายใจก่อนนอน ทำให้เป็นธรรมชาติ ย้ำอีกครั้งว่า อย่าลืมดื่มน้ำให้มากๆ

แหล่งที่มา: nutthearokaya

ประโยชน์จากเกลือ ที่ควรรู้ ใช้งานได้สารพัดประโยชน์

04 ก.พ.

เกลือ คือหนึ่งในส่วนประกอบที่จำเป็นของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก เป็นทั้งเครื่องปรุงรสชาติในอาหาร การนำมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องประทินผิว หรือนำไปประยุกต์ใช้ในอีกหลากหลายด้าน

เกลือ ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นโดยตรง แต่มีต้นกำเนิดมาจากธรรมชาติ นำเข้าสู่กระบวนการผลิตให้เกิดความเหมาะสมในการนำมาใช้อย่างปลอดภัย แถมการนำมาใช้ยังให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ

เกลือสามารถป้องกันการแพร่กระจายของมด

– โดยทั่วไปแล้วมดมักจะอยู่ตามประตู หน้าต่าง และตู้เก็บของ คุณต้องการกำจัดมันด้วยวิธีธรรมชาติหรือไม่? เกลือคือทางออกของปัญหานี้ เพียงโรยเกลือจำนวนหนึ่งในบริเวณที่มดเข้าไปอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน หรือในครัวก็ตาม ขณะเดียวกันการใช้เกลือจะช่วยคุณลดระดับความอับและความชื้นในครัวเรือนของคุณด้วย

เกลือคือสารขัดธรรมชาติสำหรับเงิน ทองแดงและทองเหลือง

– สิ่งของทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในครัวเรือนจะต้องมีการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราว แน่นอนว่าของตกแต่งที่ทำมาจากทองเหลือง ทองแดง หรือเงิน ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย

หากไม่บำรุงรักษามันให้ดี สีของเครื่องใช้เหล่านั้นก็จะหลุดลอกออก คุณควรเลือกใช้เกลือเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ทั้งมีประสิทธิภาพและง่ายดาย ส่วนผสมของมันก็คือเกลือและน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ เมื่อได้ส่วนผสมแล้วก็นำมันมาขัดบนพื้นผิวของเครื่องใช้เพื่อชำระสิ่งสกปรกออกไป

สารทำความสะอาดธรรมชาติสำหรับบ้านและกระจกรถยนต์

– นำเกลือสองช้อนโต๊ะและน้ำอุ่นหนึ่งแกลลอนมาผสมกัน นำมาใช้ทำความและขจัดคราบสกปรกบนกระจก หลังจากที่คุณทำความสะอาดกระจกด้วยสิ่งนี้แล้ว มันจะทำให้กระจกดูเป็นธรรมชาติและสามารถคงอยู่ได้นานไปช่วงเวลาหนึ่ง คุณยังสามารถใช้ส่วนผสมเดียวกันนี้มาทำความสะอาดกระจกรถยนต์ของคุณได้ด้วย

อ่างล้างของคุณจะกลับมาเงาวับได้อีกครั้ง

– ส่วนผสมง่ายๆก็คือเกลือและน้ำร้อน โดยคุณสามารถนำมันมาใช้ในครัวและอ่างอาบน้ำได้โดยตรง มันช่วยลดการอุดตันและกลิ่นไม่พึงประสงค์

ทำให้ผิวของคุณเด็กลงกว่าเดิม

– หากคุณต้องการฟื้นฟูสภาพผิว คุณสามารถนำเกลือมาใช้ขัดผิวได้ โดยผสมเกลือกับลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันมะกอก หลังจากนำสูตรนี้มาขัดผิวกายคุณแล้ว ควรรอสักสองสามนาที ก่อนที่จะใช้นำอุ่นชำระล้างสิ่งสกปรกออกไป ผิวของคุณจะกลับมาเปล่งปลั่งและคืนความเยาว์อีกครั้ง

ฟื้นคืนสีให้กับผ้าม่านและพรมของคุณ

– หากคุณต้องการให้พรมและผ้าม่านของคุณดูเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ เกลือคือส่วนผสมหลักที่ช่วยคุณได้มาก หลังจากซักเพียงหนึ่งครั้ง คุณจะเห็นผลลัพธ์อันน่ามหัศจรรย์ตามมา นำเสื้อผ้าใส่ลงในน้ำเกลือเข้มข้น ส่วนผสมนี้จะช่วยให้คุณกำจัดได้แม้แต่รอยด่าง ซึ่งผงซักฟอกก็ไม่สามารถทำได้

ดูแลรักษาฟัน

– มีปัญหาปวดฟันหรือแผลในปากใช่หรือไม่? เกลือในน้ำอุ่นช่วยได้ แค่ใส่เกลือลงในน้ำและรอจนเกลือละลายไปเอง ล้างปากของคุณด้วยสิ่งนี้และผลที่ออกมาจะทำให้คุณตะลึง

เกลือสำหรับฟันขาวและสุขภาพของช่องปาก

– เพื่อผลลัพธ์ที่จะทำให้ฝันของคุณขาวน่ามอง แค่นำเกลือกับเบคกิ้งโซดามาผสมในปริมาณเท่าๆกัน สูตรนี้สามารถนำมาใช้ได้ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม และฟันของคุณก็จะกลับมาขาวใสเป็นธรรมชาติอีกครั้ง เพิ่มผลลัพธ์ที่ดีในการซักผ้าของคุณ – เพื่อปกป้องเสื้อผ้าของคุณไม่ให้หดตัว แค่ใส่เกลือลงในน้ำที่คุณใช้ซักล้าง และหากคุณตากผ้าในวันที่แดดเปรี้ยง มันก็จะเห็นผลอย่างดีเยี่ยม

รู้ประโยชน์ของเกลืออย่างนี้แล้ว คุณแม่บ้านทั้งหลายลองนำมาใช้กันดูนะคะ เห็นผลจริง แถมยังไม่เสียเงิน เสียแรงเยอะด้วยคะ

แหล่งที่มา : postsod

10 วิธีการดูแลสมอง ให้แจ่มใส โล่งสบาย ไม่เคลียด

04 ก.พ.

วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลสมอง 10 ประการจาก หนูดี วินิษา เรซ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ เคล็ดลับต้องทำอย่างไรบ้างไปดูกันเลยจ้า

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์ เซลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว

2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดี ไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดี อย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรส เป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซี กินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติ และนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมอง เข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่น ที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพ และมีความคิด สร้างสรรค์

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมอง ว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวัน สมองจะปรับพฤติกรรมเรา ให้ไปสู่เป้าหมายนั้น

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้ม หรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมา

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้ หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุข ก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลือง พลังงานสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณ สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน ลงในสมุดบันทึก เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมี ที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกซิเจน 20-25% ของออกซิเจน ที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการ ส่งพลังงานที่ดี ไปยังสมอง

10. อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลดีๆ ให้คนอื่นเสมอ เพราะสมองของเรา จะจดจำข้อมูล ที่เราแบ่งปันให้คนอื่น

”หนูดี – วนิษา เรซ”

แหล่งที่มา : nearbytable

ยืมเงินแล้วไม่คืน! ใช้คาถาอีกาวิดน้ำ ทวงหนี้-ตามของหาย

03 ก.พ.

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! คาถาอีกาวิดน้ำ “ใช้ทวงหนี้ -ตามของหาย” ยืมเงินแล้วไม่คืน

นี่เป็นพระคาถาทวงหนี้ ตามของหาย สำหรับผู้ที่มีคนยืมเงินไปแล้วเงียบหาย หรือของสูญหายลองใช้ คาถาทวงหนี้ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า คาถาอีกาวิดน้ำ ตามทวงหนี้

ตั้ง นะโม 3 จบ แล้วภาวนาคาถาทวงหนี้ ดังนี้

อะปิ นุ หะนุกา สันตา

มุ ขัน จะ ปะริสุดสะติ

โอระมามะ นะ ปาเรมะ

ปูระเตวะ มะโห ทะทีติ

คาถานี้ มาจากพระธรรมบท อรรถกถา เรื่อง กากชาดก ว่าด้วย กาวิดน้ำด้วยปาก

ถ้ายังไม่ได้คืนอีกมาลองอีก 5 วิธีทวงหนี้

1. บอกเพื่อนว่าจะไม่ให้ยืมอีก

วิธีนี้จะทำให้เพื่อนรีบนำเงินมาคืนคุณทันทีที่คุณยื่นคำขาดไปว่าจะไม่ให้ยืมอีกแล้ว จนกว่าเพื่อนของคุณจะคืนเงินที่ยืมไป เพราะเขากลัวว่าจะไม่มีคนให้ยืมเงินอีก แต่วิธีการนี้แม้จะทำให้เขานำเงินมาคืนก็จริง แต่เขาก็จะกลับมายืมเงินคุณอีกเรื่อย ๆ และสร้างปัญหาเดิม ๆ ให้กับคุณ

2. ย้ำเตือนบ่อย ๆ

คุณอาจใช้วิธีการเตือนให้เขาจ่ายเงินที่ยืมไปคืน 2 – 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพื่อให้เขารับรู้ว่าเขาเป็นหนี้คุณอยู่ แต่หากเขายังนิ่งเฉยอยู่อีก เราขอแนะนำให้คุณใช้ขั้นตอนต่อไปค่ะ

3. พูดคุยเป็นการส่วนตัว

หากคุณเจอเขาอยู่ในกลุ่มคน หรือเพื่อนฝูงคนรู้จัก ควรปลีกตัวเขาออกมาจากกลุ่มคนนั้น หรือหาโอกาสยามที่เขาอยู่เพียงลำพัง แล้วจึงพูดคุยเป็นการส่วนตัวเรื่องเงินที่เขายืมไป เพื่อไม่ให้เขาต้องอับอายต่อหน้าผู้อื่น โดยเริ่มต้นว่าคุณมีความจำเป็นต้องใช้เงินนั้น และต้องการให้เขาคืนเงินที่ยืมไปเสียที อย่าลืมว่าต้องกำหนดระยะเวลาในการคืนเงินให้ชัดเจนไว้ด้วยนะคะ

4. สุภาพ

อย่างน้อยคนที่เราทวงเงินก็เป็นเพื่อนเรา จึงควรพูดจาด้วยความสุภาพเรียบร้อย ไม่ข่มขู่ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง เช่น “ถ้านายไม่จ่ายฉันจะไปขนของบ้านนายมาใช้หนี้แทน” หรือ “ฉันจะทำให้อับอายถ้ายังไม่ยอมจ่ายเงินที่ติดฉันเอาไว้” นอกจากจะทำให้เขาไม่พอใจแล้ว ยังทำให้เขาไม่อยากจะคืนเงินให้คุณอีกด้วย เพราะคุณพูดจาไม่ดีกับเขา

5. ให้เวลาเขา

หลังจากทวงแล้วควรเว้นระยะเวลาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินว่ามากหรือน้อย เพื่อให้เขาใช้เวลาหาเงินมาคืน เมื่อครบกำหนดแล้วก็ให้พูดกับเขาเรื่องเงินแบบจริงจังอีกครั้ง และยืนยันเด็ดขาดว่าจะไม่ให้ยืมเงินอีกต่อไป เพราะไม่มีเงินให้ยืมแล้ว

แหล่งที่มา: sharesod

รวม 5 สิ่ง ที่ไม่ควรเชื่อศูนย์บริการ เพราะอาจทำให้เสียเงิน

03 ก.พ.

เคยไหม?

เมื่อเข้าศูนย์บริการเพื่อไปเช็กระยะหรือทำอะไรสักอย่าง มักจะโดนพนักงานที่ศูนย์ฯ ถามนู่นนี่นั่น เพื่อให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมบริการเข้าไป ซึ่งจริงๆ แล้วบางอย่างก็ถือเป็นเรื่องดี แต่บางอย่างก็ถือเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น

เพราะบางอย่างทำที่ร้านข้างนอกก็ได้ ซึ่งข้อเสนอของสินค้าบางตัวอาจดี และถูกกว่าศูนย์บริการ เช่น ราคาสินค้า ค่าแรง ฯลฯ แต่สมรรถนะ หรือคุณภาพกลับไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก

วันนี้เราจึงรวมสิ่งต่างๆ ได้ 5 สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกับศูนย์บริการไว้ให้เพื่อพิจารณาตามสมควร ดังนี้

1. ยางรถยนต์

ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สิ้นเปลืองอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ แต่ถึงยังไงมันก็จำเป็นต้องเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง และเมื่อเข้าศูนย์บริการ เพื่อเช็กหรือสลับยางรถยนต์

หากทางศูนย์ฯ พบว่าดอกยางใกล้หมด หรือยางเสื่อมสภาพแล้ว ทางศูนย์ก็จะอาสาเปลี่ยนยางให้ทันที ซึ่งจริงๆ แล้ว ศูนย์ฯ ก็นำรถของเราไปเปลี่ยนยางร้านข้างนอกนั่นแหละ หรือต่อให้มียางสต๊อกอยู่ในศูนย์ฯ ก็จะมีการบวกเพิ่มราคาค่าบริการต่างๆ เข้าไปอีก

ดังนั้นหากเรารู้ขนาดยางวงเดิม ยี่ห้อที่ต้องการ หรือไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องการยางขนาด และยี่ห้อเดิมที่ใส่อยู่ ก็เข้าไปที่ร้านข้างนอกดีกว่า รับรองว่าราคาถูกกว่าแน่นอน

2. แบตเตอรี่

เมื่อเข้าไปตรวจเช็กที่ศูนย์บริการ อีกสิ่งที่ถูกเช็กเป็นอันดับต้นๆ คือแบตเตอรี่หากทางศูนย์ฯ พบว่า แบตเตอรี่ของเราเริ่มเสื่อม หรือใกล้หมดอายุการใช้งาน

ทางศูนย์ฯ ก็จะเสนอขายแบตเตอรี่ลูกใหม่ให้คุณทันที พร้อมบรรยายสรรพคุณต่างๆ ว่ามันดีกว่าของร้านข้างนอกยังไง ซึ่งจริงๆ แล้วคุณภาพไม่ได้ต่างอะไรกันเลย ต่างกันก็เรื่องราคา ที่ร้านข้างนอกจะถูกกว่านั่นเอง

และการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่ถอดของเก่า แล้วใส่ของใหม่เข้าไปแทนที่เท่านั้นเอง ไม่ต้องพึ่งช่างผู้ชำนาญอะไรเลย

3. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องส่วนมากเรามักจะคิดว่า น้ำมันเครื่องจากศูนย์บริการนั้นดี ได้มาตรฐาน เพราะมาจากศูนย์ฯ โดยตรง ซึ่งความเชื่อแบบนี้ก็ไม่ผิด เพราะทุกวันนี้ศูนย์ฯ ต่างๆ มีน้ำมันเครื่องที่ตีตรายี่ห้อเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว

และในความเป็นจริง น้ำมันเครื่องศูนย์ฯ กับน้ำมันเครื่องยี่ห้อต่างๆ ที่มีขายทั่วไป ผลิตขึ้นมาแทบจะเหมือนๆ กันทั้งหมด คุณสมบัติและประโยชน์แทบไม่แตกต่างกันเลย

จริงๆ แล้วเครื่องยนต์แค่ต้องการน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหล่อลื่นตามที่ผู้ผลิตกำหนดเท่านั้น เช่น 5W-40 ถ้าคุณซื้อน้ำมันเครื่อง 5W-40 ยี่ห้ออื่นมาใช้ หรือซื้อมาให้ศูนย์ฯ เปลี่ยนแทนน้ำมันเครื่องศูนย์ฯ ก็สามารถใช้แทนกันได้ และมีสมรรถนะเหมือนกัน แถมราคายังถูกกว่าอีกด้วย

4. น้ำยาล้างหัวฉีด

ใครเข้าไปเช็กระยะ แล้วไม่เจอคำถามนี้ “ใส่น้ำยาล้างหัวฉีดด้วยไหมครับ/ค่ะ” คงมีอะไรผิดแปลกไปแน่ๆ เพราะที่ศูนย์บริการนั้น ต้องการที่จะขายน้ำยาตัวนี้ไปด้วยเลย

ซึ่งจริงๆ แล้วน้ำยาล้างหัวฉีด คือหัวเชื้อน้ำมันเบนซิน ที่จะทำให้มีการจุดระเบิดที่สมบูรณ์ขึ้น ผสมใส่ในน้ำมันเชื้อเพลิง และเราสามารถซื้อมาใส่เองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ศูนย์ฯ เปลี่ยนให้ มีราคาหลากหลายให้เลือกแล้วแต่ยี่ห้อ ราคาถูกกว่าชัวร์

5. หลอดไฟ

บางคนมีปัญหาอะไรนิดหน่อยก็เข้าศูนย์บริการ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างหลอดไฟ จริงๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนเองได้ หากมีความรู้เรื่องช่างบ้าง

อีกทั้งหลอดไฟยังมีราคาไม่สูงมากนัก หากซื้อร้านข้างนอก และเสียเวลาในการเปลี่ยนใส่ไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำไม่เป็น ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์อะไรเลย เข้าศูนย์ฯ ก็ได้ แต่ก็จะเสียเวลา และค่าบริการที่มากขึ้น

ทั้งหมด 5 ข้อนี้ ถือเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องถึงมือศูนย์บริการก็ได้ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ ว่าจะทำ จะเปลี่ยนอะไรที่ไหน หากอยากประหยัดงบหน่อย คุณภาพไม่แตกต่างกัน ก็ลองดูร้านข้างนอก หรือถ้ากลัว ไม่มั่นใจ จะเลือกใช้ศูนย์บริการก็ได้ เพราะเงินที่จะต้องเสียอยู่ในมือเรานั่นเอง

แหล่งที่มา: sharesod.com

สูตรเด็ด ยางปลีกล้วย กำจัดเชื้อรา ผสมน้ำฉีดไล่เพลี้ย

03 ก.พ.

ปราบราดำ กำจัดราขาวและโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราด้วยน้ำหมักยางกล้วย

การใช้น้ำยางจากปลีกล้วยช่วยกำจัดเชื้อราในพืชเป็นองค์ความรู้ใหม่ของคุณยรรยง ยาดี เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2551 จ.แม่ฮ่องสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเกษตรผสมผสานและสารขับไล่แมลง

ซึ่งได้เผยแพร่สูตรนี้ผ่านทางรายการ Farmer info ทางด่วนข้อมูลการเกษตร สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จังหวัดเชียงราย

 

 

พร้อมกับยืนยันว่าสูตรนี้สามารถช่วยกำจัดโรคราแป้ง ราดำ และโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา ที่ระบาดกับพืชและไม้ผลได้ นอกจากนี้ยังกำจัดแมลงที่เป็นพาหะนำโรคได้อย่างดี ด้วยวิธีการดังนี้

++ ส่วนผสม ++

1. น้ำยางจากปลีกล้วย 1 ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง (150 ซีซี)

2.เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อใดก็ได้ 1 ขวด (150 ซีซี)

++ วิธีการทำ ++

1. หลังจากที่ตัดปลีกล้วยออกจากเครือใหม่ๆจะพบว่ามีน้ำยางสีขาวขุ่นไหลออกมา ให้เกษตรกรใช้ขวดเครื่องดื่มชูกำลังรองน้ำยางนั้นไว้ให้เต็มขวด สามารถใช้น้ำยางปลีกล้วยทุกสายพันธุ์

 

2 หลังจากที่ได้น้ำยางจากปลีกล้วยแล้วให้นำมาเทผสมกับเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อใดก็ได้อีก 1 ขวดในภาชนะที่มีฝาปิด คนให้เข้ากัน ปิดฝาหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน จะได้ น้ำหมักน้ำยางปลีกล้วยช่วยกำจัดเชื้อราในพืช

 

 

++ วิธีการใช้ ++

1. นำน้ำยางปลีกล้วยที่ผ่านการหมักแล้ว 1 คืนมาใช้ โดยให้ใช้ 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่า 5 ลิตร

2. จากนั้นนำไปฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน กับต้นพืชหรือใบพืชที่มีปัญหาการระบาดของโรคราดำ ราขาว เช่น ราดำมะม่วง ราขาวต้นฝรั่ง ราดำราขาวเงาะ

3. จะช่วยลดความรุนแรงของโรคราระบาดให้น้อยลงจนปกติ

4. ช่วยกำจัดเพลี้ยต่างๆ ที่เป็นพาหะนำโรคราได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด

ประโยชน์ของหัวปลี

หัวปลี คือส่วนช่อดอกของต้นกล้วย อันประกอบด้วยดอกจริงที่จะถูกหุ้มอยู่ภายในด้วยใบประดับสีแดงขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นกาบซ้อนกันจนสุดปลายช่อ คล้ายดอกบัวตูม

เมื่อดอกเพศเมียเจริญเป็นผลโดยที่ไม่ต้องได้รับการผสมเกสร จนเป็นกล้วยหวีเล็ก ๆ หรือที่เรียกกันว่า “กล้วยตีนเต่า” ชาวสวนก็จะตัดปลีที่ปลายช่อทิ้ง

เพื่อไม่ให้แย่งอาหารที่จะไปเลี้ยงผลกล้วย ทั้งยังเป็นการป้องกันการสะสมเชื้อโรคของเครือกล้วยด้วย

ปลีกล้วยที่ตัดไปก็ไม่ได้ทิ้งเปล่า เพราะเนื้อขาวนวล กรุบกรอบรสฝาดมันของหัวปลีสด เข้ากันได้ดีกับอาหารจานเด็ดอย่างผัดไทยหรือขนมจีนน้ำยา

ส่วนหัวปลีลวก เนื้อหวานมันปนฝาด เคี้ยวนุ่มชุ่มฉ่ำ นิยมกินเป็นผักเหนาะจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังดัดแปลงไปทำยำ แกง ต้มกะทิ ต้มยำ ห่อหมก ทอดมันหัวปลี หรือชุบแป้งทอดให้รสชาติอร่อยเปี่ยมคุณค่าไม่แพ้ผักชนิดอื่น

แถมยังมีข้อดีกว่าตรงที่เป็นผักปลอดสารพิษ เพราะกล้วยเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้สารเคมีใด ๆ ในการปลูก

 

 

วิธีการเตรียมหัวปลีก่อนนำไปปรุงอาหาร

ให้ลอกกาบสีแดงข้างนอกออก จนถึงกาบสีขาวนวล ผ่านครึ่งตามยาว นำไปแช่ในน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูเจือจาง เพื่อไม่ให้หัวปลีสีคล้ำจนไม่น่ากิน จากนั้นเฉือนแกนกลางทิ้งและดึงดอกที่แก่ออก เท่านี้ก็นำไปปรุงเป็นอาหารจานเด็ดได้แล้ว

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เรียบเรียงโดย: ประพันธ์ จีระวัง เจ้าหน้าที่สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจังหวัดเชียงราย
ภาพจาก: เกษตร อินเตอร์เชียงใหม่

ไอเดียเด็ด หุงข้าวเหนียว ด้วยหม้อไฟฟ้าธรรมดา ทำง่ายๆ

03 ก.พ.

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ข้าวเหนียว

วิธีหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อไฟฟ้าธรรมดา

ปกติแล้วเวลาจะกินข้าวเหนียวเราจะใช้วิธีนึ่งกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยกาลเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไปบวกกับอุปกรณ์ที่ค่อนข้างหายากในต่างถิ่น เช่น หวดนึ่งข้าว หม้อสำหรับนึ่งข้าว

ทำให้หลายคนที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้เกิดไอเดียประยุกต์วิธีนึ่งข้าวแบบใหม่ๆ หนึ่งในนั้น คือ การหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าธรรมดา เป็นวิธีที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

 

เพราะทั้งสะดวกและยังได้ข้าวเหนียว หอม นุ่ม น่ากินราวกับนึ่งใส่หวดแบบปกติ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับคนที่อยู่เมืองนอก หรือคนที่อยู่ตามหอพัก อพาทเม้น คอนโดที่ไม่มีอุปกรณ์นึ่งข้าว

แค่ตอนนี้คุณมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าธรรมดา คุณก็สามารถหุงข้าวเหนียวได้สบายๆ มีวิธีทำอย่างไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ

 

วิธีหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าธรรมดา สูตรจากคุณ Willkommen สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ซึ่งได้แนะนำวิธีการหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อไฟฟ้า

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยหุงข้าวเหนียวมาก่อน ไม่ต้องเป็นกังวลเพราะวันนี้เรามีสูตรมาให้ดังนี้ค่ะ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. หม้อหุงข้าวไฟฟ้า

2. ข้าวสาร (ข้าวสารเหนียว)

3. น้ำเปล่า

4. ถ้วยตวง

หุงข้าวสำหรับผู้ใหญ่ 4 คน

1. ตวงข้าว 4 กระป๋อง ๆ ละ 150 กรัม = 600 กรัม

 

 

2. นำข้าวไปล้างให้สะอาด 2-3 น้ำ ซาวๆ แล้วรินน้ำทิ้ง

 

3. แช่ข้าวด้วยน้ำร้อนจากก๊อกทิ้งใว้ 15 นาที (หากไม่มีระบบน้ำร้อนเหมือนเจ้าของกระทู้ก็ไม่ใช่ปัญหา ใช้น้ำร้อนธรรมดาแช่ได้เลยค่ะ) จากนั้นนำข้าวมารินน้ำทิ้งให้หมดกรองด้วยกระชอนเพื่อที่เราจะได้ใส่ปริมาณน้ำได้ถูกต้อง

4. ตวงน้ำ 2 แก้วๆ ละ 150 ml = 300 ml

5. นำหม้อข้าวไปตั้งกดหุงธรรมดาเหมือนข้าวสวยทั่วไป ราวๆ 7 นาที ข้าวจะเริ่มขึ้นหม้อน้ำแห้งลงไป หลังจากนั้นราวๆ 15 นาที หม้อข้าวจะดีด

 

 

6. พอข้าวดีด ให้ใช้ใม้พายคนข้าวจากล่างขึ้นมาข้างบน คนให้ทั่วกัน ข้าวจะได้สุกทั่วถึงกัน

7. ปิดฝาหม้อทิ้งใว้ให้ข้าวระอุ 7-15 นาที แล้วแต่ว่าเราจะหุงมากหุงน้อย

8. หลังจากนั้นนำมาคนอีกครั้งเพื่อเตรียมใส่กล่องข้าวน้อย (กระติบข้าว) แค่นี้เราก็จะได้ข้าวเหนียวนุ่มอร่อยทั้งวัน

 

 

เป็นยังไงบ้างค่ะกับสูตรการหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าธรรมดา

ง่ายมากใช่มั้ยล่ะ ยังไงก็อย่าลืมเอาไปลองทำกันดูนะคะ สำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์นึ่งข้าวแล้วอยากกินข้าวเหนียว วิธีนี้ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

แหล่งที่มา: sharesod

วัชพืชสมุนไพร “หญ้าปากควาย” ช่วยลดอักเสบเป็นยาแก้พิษ

03 ก.พ.

 

ต้นหญ้าชนิดหนึ่งเป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้าลำต้นกลมเป็นปล้องกลวง ใบเป็นแผ่นบาง รูปหอกแคบเรียวยาว 3-4 นิ้ว เหมือนหญ้าขน แต่ผิวเรียบไม่มีขน ดอกเล็กๆ สีขาวแซมเขียว แบนๆ ออกเรียงติดกันบนก้านดอกเป็นแท่งกว้างราว 3-5 มม. ยาวราว 1 นิ้ว หนาราว 3-5 มม.

ก้านดอกติดชนกันที่ปลายก้านช่อ 4 แท่ง ตั้งฉากต่อกัน เป็นสี่แฉก ก้านช่อกลมสีเขียวอ่อนตั้งตรงสูง เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป มักเกิดร่วมกับต้นหญ้าชนิดอื่นๆ

โดยทั่วไปเป็นอาหารของสัตว์กินใบไม้ใบหญ้า ที่ผู้คนมักจะไม่สนใจและเห็นว่าเป็นวัชพืชและถอนทิ้งไป แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าคุณยังไม่รู้ว่าหญ้าปากควาย ก็มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง อย่างน่าอัศจรรย์!!

 

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หญ้าปากควาย เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้ามีอายุปีเดียว ลำต้นเลื้อยทอดนอนไปตามพื้น แตกลำและรากที่ข้อแล้วตั้งตรงลำต้นกลมเป็นปล้องกลวง มีความกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และมีความสูงของต้นประมาณ 15-50 เซนติเมตร

ใบหญ้าปากควาย เป็นรูปแถบ มีความยาวประมาณ 9.5-32 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบตัด ส่วนขอบใบมีขนยาวห่าง ลักษณะของแผ่นใบเกลี้ยง มีกาบใบสั้นหรือยาวกว่าปล้อง มีความยาวประมาณ 3.2-5.5 เซนติเมตร เกลี้ยง ขอบเกลี้ยง ส่วนลิ้นใบเป็นเยื่อ มีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ส่วนปลายมีและมีขน

ดอกหญ้าปากควาย ออกดอกเป็นช่อแบบกระจะ ช่อดอกแยกแขนงคล้ายรูปนิ้วมือ ออกที่ปลายกิ่ง ช่อย่อยมีประมาณ 3-5 ช่อ ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร แกนช่อเป็นเหลี่ยม ช่อดอกย่อยออกเดี่ยวๆ ติดที่แกนแขนงช่อดอกด้านเดียว แบบเรียงสลับ ไร้ก้าน ร่วงหรือกาบ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

โดยช่อดอกย่อยมีลักษณะเป็นรูปไข่แบนด้านข้าง ส่วนดอกบนเป็นแบบสมบูรณ์เพศ กาบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน เนื้อบาง และกาบล่างจะยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ปลายยาวคล้ายหาง มีขนขึ้นบริเวณขอบกาบ มีเส้นกาบ 3 เส้น โดยกาบบนยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายแหลม มีขนขึ้นบริเวณเส้นกลางกาบและขอบกาบ มีเส้นกาบ 1 เส้น

ผลหญ้าปากควาย มีขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายรูปไตหรือกลม สีน้ำตาล ยาวประมาณ 1.1-1.2 มิลลิเมตร ผิวเป็นคลื่นสีน้ำตาลเข้ม ในผลหนึ่งๆ จะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ทั้งต้น

 

สรรพคุณทางสมุนไพรและวิธีการใช้

1. มีฤทธิ์เจริญธาตุไฟ ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ยาช่วยดับพิษกาฬ แก้ไข้หวัดทุกชนิด แก้พิษไข้ แก้ไข้ตรีโทษ และไข้หัวทุกชนิด ช่วยในการย่อยอาหาร ยาขับปัสสาวะ ยาแก้พิษฝี นำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่มรับประทาน

2. อาการปวด บวม และอาการอักเสบ โดยนำทั้งต้นมาตำผสมกับเหล้าใช้พอกหรือทาแก้อาการปวดบวม และอาการอักเสบ

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

สูตรเด็ด! ชาดอกดาวเรือง ดื่มแล้วดีกับดวงตา เหมาะกับคนที่เล่นคอม เล่นมือถือมากๆ

03 ก.พ.

“ดอกดาวเรือง” เป็นดอกไม้ที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย เพราะผู้คนนิยมนำมาใช้ประโยชน์ร้อยเป็นพวงมาลัย เพื่อกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามหรือศาลต่าง ๆ

และนอกจากดอกดาวเรืองจะมีความสวยงามแล้ว ยังใช้ประกอบอาหารรับประทานก็ได้ ซึ่งมีความปลอดภัยแถมมีคุณค่าในการช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย

สรรพคุณทางยา คุณค่าของ “ดอกดาวเรือง”

ดอกดาวเรืองนั้นได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลกในเรื่องของสรรพคุณทางยา อย่างในทวีปแอฟริกาจะใช้ดอกดาวเรืองเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ในประเทศอินเดียจะใช้น้ำคั้นจากดอกดาวเรืองช่วยการฟอกเลือด แก้โรคริดสีดวงทวาร

ส่วนที่ประเทศบราซิลก็นิยมใช้ดอกแห้งของดาวเรืองมาชงเป็นชาเพื่อลดอาการปวดตามข้อให้ทุเลาลงได้ รักษาแผลเรื้อรัง และรากก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายที่ดี ในตำราแผนไทยจะใช้น้ำคั้นดอกดาวเรืองมาทาแผลเปื่อยต่างๆ

 

นอกจากนี้ดอกดาวเรืองยังถูกนำมาสกัดสารสำคัญหลายชนิดเพราะมีคุณสมบัติพิเศษช่วยดูแลเลนส์และจอประสาทตา ซึ่งหาได้ยากในพืชชนิดอื่น โดยจะช่วยบำรุงสายตา ลดอันตรายจากสารอนุมูลอิสระที่จะมีผลต่อดวงตา และสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อกระจกซึ่งเป็นมากในกลุ่มผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ก็มีคำแนะนำจากแพทย์เพิ่มเติมว่า คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับและไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เพราะยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่าจะทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักขนาดไหนในการขับสารจากดอกดาวเรืองออกมา รวมถึงแม่ที่ให้นมลูกเพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีผลเสียต่อเด็กหรือไม่ และควรระวังสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในดอกดาวเรืองด้วย

 

12 ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ดอกดาวเรืองเป็นแหล่งรวมของเหล่าวิตามินเอและสารเคมีสำคัญ อาทิ สารเบต้าแคโรทีนตามธรรมชาติซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นโปรวิตามินเอ มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา และที่สำคัญคือเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระรวมถึงป้องกันโรคมะเร็ง

2. ดอกดาวเรืองมีกลิ่นหอมจึงถูกนำมาใช้เพื่อแต่งกลิ่นในน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยระงับประสาท แก้อาการอักเสบ และช่วยขยายหลอดเลือด หลอดลม ลดความความดันโลหิตสูง

3. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณเป็นยาช่วยฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพแข็งแกร่งมาก ตามตำราพื้นบ้านไทยจะใช้รักษาแผลและโรคในช่องปากได้ดี และช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่หรือโรคกระดูกได้ด้วย

 

4. ประโยชน์ของดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาโรคคางทูม จากในตำรายาจีนจะใช้ดอกแห้งของดาวเรืองมาเป็นส่วนผสมในยาที่ใช้รักษาคางทูมได้

5. สรรพคุณดอกดาวเรืองช่วยแก้อาการปวดศีรษะ เป็นไข้สูง และแก้อาการร้อนใน

6. ดอกดาวเรืองบรรเทาอาการไอหวัด ไอกรน หรือไอเรื้อรัง แก้เจ็บคอ และมีสรรพคุณในการขับและละลายเสมหะ

7. ดอกดาวเรืองใช้ประโยชน์เป็นยาที่ช่วยฟอกเลือด ช่วยบำรุงเลือด ทำให้ระบบเลือดสามารถทำงานได้ดีขึ้น

8. ดอกดาวเรืองมีคุณสมบัติรักษาโรคเกี่ยวกับในช่องปาก แก้อาการปากเปื่อยหรือปากอักเสบ และบรรเทาอาการปวดฟัน

 

9. ประโยชน์ของดอกดาวเรืองสามารถนำไปตากแห้งเพื่อใช้ชงเป็นชา มีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายสดชื่น จิตใจเบิกบานแจ่มใส ช่วยในการขับลมได้ดีและทำให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้น และจากการวิจัยพบว่าสีเหลืองของชาดอกดาวเรืองยังส่งผลให้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วย แต่ไม่ควรดื่มเป็นประจำต่อเนื่อง ควรดื่มบ้างหยุดบ้างจะดีกว่า

10. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณเป็นยาระบายที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำรากของดอกดาวเรืองมาใช้เพราะเป็นส่วนที่มีสารเคมีสำคัญที่ช่วยขับของเสียได้ดี

11. ดอกดาวเรืองมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดท้อง แก้อาการจุกเสียด รักษาโรคไส้ติ่งหรืออาการปวดท้องหนักๆ คล้ายไส้ติ่งอักเสบ

12. ดอกดาวเรืองมีฤทธิ์ช่วยสมานแผลให้หายได้เร็วขึ้น ช่วยรักษาฝีต่างๆ ผิวหนังเป็นตุ่มบวมหรือมีอาการอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ

 

ได้รู้สรรพคุณและประโยชน์ของดอกดาวเรืองกันไปแล้ว สำหรับใครที่กลัวว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาในอนาคต

หรือในปัจจุบันกำลังมีอาการของสายตาที่ผิดปกติ ดวงตาชอบมีอาการอักเสบ ตาแดง เจ็บตาบ่อยๆ ก็ลองเลือกใช้ดอกดาวเรืองมาเป็นยาในการช่วยรักษาและป้องกันกันได้

โดยเฉพาะการใช้ดอกดาวเรืองในรูปแบบของชาจะให้ผลดีกว่าการรับประทานเป็นอาหาร แถมสีเหลืองสวยๆ ของดอกดาวเรืองก็มีประโยชน์ในทางจิตวิทยาที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อีกด้วยนะ

ชาชงดอกดาวเรือง

วิธีทำ

1. นำดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาด

2. นำไปตากแดดให้แห้ง

3. นำมาคั่วหรืออบแห้งเพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน

4. เก็บใส่ขวดให้มิดชิด ปิดฝาให้แน่น

วิธีรับประทาน

1. ใช้ดอกดาวเรืองประมาณ 1-2 ดอกหรือหยิบมือ ใส่ในแก้วน้ำ

2. เทน้ำร้อนที่เดือดแล้วลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ให้ตัวยาละลายออกมาจึงดื่ม

 

ประโยชน์อื่นๆ

1. สามารถใช้กินเป็นผัก โดยใช้ดอกดาวเรืองที่ยังตูม นำมาลวกจิ้มกับน้ำพริก

2. ดอกบานนำมาปรุงแบบยำผสมเนื้อสัตว์ ราดน้ำยำแบบน้ำจิ้มไก่หรือน้ำจิ้มทอดมัน

3. นำไปผัดเป็นกับข้าว หรือชุบแป้งทอด ก็จะได้อาหารว่างที่มีประโยชน์และอร่อยไปอีกแบบ

โดยสรรพคุณของดอกดาวเรืองตามตำรายา คือ บำรุงสายตาได้ดี ฟอกเลือด ละลายเสมหะ ขับลม ขับร้อน แก้ไอหวัด ไอกรน เต้านมอักเสบ คางทูม แก้เวียนศีรษะ

 

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

แหล่งที่มา: sukkaphap-d.com

เตือน! ภัยใกล้ตัวลูก สะพายกระเป๋านักเรียนหนัก เสี่ยงต่อรูปร่างกระดูกสันหลัง

03 ก.พ.

ภาพของเด็ก ๆ ที่สะพายกระเป๋าจนหลังโก่ง เป็นภาพชินตาที่ไม่มีใครเข้ามาแก้ปัญหาจริงจังเสียที ถึงแม้จะมีข้อมูลจากมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคก่อนหน้านี้ ระบุว่า เด็กในระดับชั้น ป.1 ป.2 และ ป.3 ไม่ควรแบกกระเป๋านักเรียนหนักเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว แต่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษายังใช้กระเป๋าหนักเกินร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัว ซึ่งถือว่าวิกฤติมาก

นับเป็นอันตรายที่พ่อแม่จะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป โดย ทีมงาน Life & Family ได้สอบถามไปยัง นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พบว่าการสะพายกระเป๋านักเรียนหนัก ๆ ส่งผลกระทบต่อหมอนรองกระดูกสันหลังของเด็กจริง หากต้องสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ไปโรงเรียนทุกวัน อาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามมาได้

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการปวดหลังเรื้อรัง และส่งผลต่อรูปร่างของกระดูกสันหลังในอนาคตอีกด้วย

โดยมีการศึกษาชัดเจนพบว่า หากมีอาการปวดหลังตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ โตขึ้นไป อาการปวดหลังจะเกิดเรื้อรังได้ โดยในต่างประเทศนั้น คนที่ปวดหลังเรื้อรัง เช่น ในวันแรงงานก็มีปัญหามาตั้งแต่วัยเด็ก และวัยรุ่น ยิ่งถ้าแบกกระเป๋าที่หนักมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวจะเห็นได้เลยว่าลักษณะของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ความโค้งงอของกระดูกสันหลังจะผิดปกติไป

ไม่เพียงแต่จะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายเท่านั้น ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กด้วย ถึงแม้จะไม่มาก แต่ก็คุณหมอท่านนี้บอกว่า การที่เด็กสะพายกระเป๋านักเรียนหนัก ๆ เป็นประจำ กล้ามเนื้อทั้งไหล่ ทั้งเอวจะเมื่อยล้า เป็นไปได้ที่สมาธิในการเรียนรู้ของเด็กจะลดลง

“ก็เหมือนผู้ใหญ่นั่นแหละ หากต้องแบก หรือยกอะไรหนัก ๆ ก็ต้องเมื่อยล้าเป็นธรรมดา แต่สำหรับเด็กผมคิดว่ากระเป๋ามันหนักเกินไปนะ ต้องมีใครเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโรงเรียนที่ควรเข้ามามีส่วนช่วยเด็ก โดยหาตู้ หรือโต๊ะเพื่อไว้เก็บสัมภาระ หรือหนังสือ รวมถึงสอนเด็กจัดตารางสอนให้พอดี และถือของเท่าที่จำเป็นไปโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ และโรงเรียนต้องให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ด้วยครับ” ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังและข้อเผย

ด้านแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ทางศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีข้อเสนอแนะไว้เป็นทางเลือกว่า

– เลือกใช้กระเป๋ามีล้อเข็น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการปวดกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนักกดทับกระดูกสันหลัง อย่างไรก็ตามเด็กนักเรียนก็ยังคงต้องแบกหิ้วกระเป๋าล้อเข็นขึ้นลงรถโดยสาร หรือบันไดอยู่ดี ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มได้ง่าย พ่อแม่ควรพิจารณาน้ำหนักโดยรวมทั้งหมดต้องไม่ควรเกิน 20 % ของน้ำหนักตัว เช่น เด็กน้ำหนักประมาณ 20 ก.ก. น้ำหนักกระเป๋าไม่ควรเกิน 4 ก.ก.

– การใช้กระเป๋าแบกหลังต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับเด็ก มีช่องว่างใส่ของเพียงพอ และจัดวางอย่างเหมาะสมโดยให้น้ำหนักกระจายไปทั่วกระเป๋า สายสะพายไหล่ควรมีความกว้างกว่า 6 ซ.ม. สายที่เล็กจะทำให้กดทับบริเวณไหล่ ซึ่งอาจกดลึกจนมีผลต่อกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทได้

– การใช้กระเป๋าสะพายหลัง ต้องปรับสายสะพายเพื่อให้กระเป๋าแนบหลัง ไม่ห้อยต่ำ ก้นกระเป๋าต้องไม่อยู่ต่ำแหน่งที่ต่ำกว่าบั้นเอว และผู้ใช้ต้องเดินตัวตรง ไม่เอนตัวไปข้างหน้า

– การแบกกระเป๋าต้องใช้สายสะพายไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้น้ำหนักกระจายตัวอย่างสมดุล การสะพายไหล่ข้างเดียวจะมีความเสี่ยงสูงต่อการปวดต้นคอ ไหล่ และหลังได้ เพราะน้ำหนักถ่วงไม่สมดุลย์นั่นเอง

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ทั้งหลาย ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมเสียที เพราะไม่เช่นนั้น เด็กในวันนี้อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพตามมาในอนาคตได้ นั่นหมายความว่า คุณภาพในการใช้ชีวิตของเด็กอาจด้อยลงตามไปด้วย

เกือบ 4 กิโลกรัม หลายคนอาจจะบอก ก็ 4 กิโลกรัมเอง แต่ถ้าเอามาเทียบน้ำหนักตัว ผมว่าเยอะนะครับ(มีวันอื่น ที่กระเป๋าหนักกว่านี้ มากสุดก็เกือบ 5 กิโลกรัม)

ลูกผมหนัก 24 กิโลกรัม แปลว่า ลูกต้องแบกน้ำหนักเพิ่มถึง 1/6 ของน้ำหนักตัว (16.67%) ผมว่ามันมากเกินไปนะครับ

อย่างผมหนัก 80 กิโลกรัม ถ้าแบก 1/6 ของน้ำหนักตัว ก็ 13.33 กิโลกรัมเลยนะครับ แค่คิดก็ไม่อยากแบกแล้ว

เคยคุยกับหมอ อาจจะมีปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อได้ ทำให้เด็กเดินตัวเอียง ห่อไหล่ ทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าไม่เท่ากัน ส่งผลให้เด็ก ปวดคอ ไหล่ หลัง และกระดูกโค้งเปลี่ยนรูปได้

ลองไปหาข้อมูลว่ามาตรฐานน้ำหนักกระเป๋านักเรียนควรอยู่ที่เท่าไหร่

ต่างประเทศ กำหนด น้ำหนักกระเป๋านักเรียน ร้อยละ 10-20 ของน้ำหนักตัว แต่คนไทยตัวเล็ก กำหนดที่ไม่ควรเกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว

เด็กอายุ 7 ปี น้ำหนักมาตรฐาน ประมาณ 22.5 กิโลกรัม ดังนั้น กระเป็านักเรียนไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 3.375 กิโลกรัม

ทางแก้ ถ้าไม่สามารถลดน้ำหนักสิ่งที่พกไปได้ ก็อาจจะมีล้อลากที่กระเป๋าครับ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้หยุดพักบ้าง จัดกระเป๋าให้น้ำหนักไม่มากไปข้างใดข้างนึง ต้องใส่สะพายกระเป๋าทั้งสองข้าง โดย1สาย/ไหล่
แล้วดูยังไงว่าเด็กผิดปกติไหม ก็ให้เด็กถอดเสื้อ ถอดรองเท้า ให้ยืน แล้วสังเกตุว่า ไหล่ สะโพก ทั้งสองข้างอยู่ในระดับเดียวกันไหม ดูแนวกระดูสันหลังว่าตคดงอไหม ถ้าผิดปกติ ก็ต้องไปพบแพทย์ครับ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 3 พ.ค. นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ) กล่าวให้ข้อมูลว่า ถ้าสะพายกระเป๋าเป้ที่มีน้ำหนัก 20% ของน้ำหนักตัวเด็ก จะมีโอกาสเกิดอาการ ปวดคอ ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และยังทำให้การทำงานของปอดลดลงอีกด้วย

สำหรับคำแนะนำการซื้อกระเป๋าเป้สะพายหลังมีดังนี้ กระเป๋าต้องน้ำหนักเบา ความกว้างกระเป๋าต้องไม่กว้างกว่าไหล่ และความสูงของกระเป๋าเมื่อเด็กนั่งลง ต้องไม่สูงเกินไหล่ ขณะที่สายสะพายไหล่ควรหุ้มเบาะทั้ง 2 เส้น และควรมีความกว้างกว่า 6 ซม. เพื่อกระจายแรงที่กดลงบนไหล่ ที่สำคัญควรคล้องสายสะพายไหล่ทั้ง 2 เส้น อย่าสะพายหรือแบกข้างเดียว และปรับสายสะพายให้กระชับพอดี เพื่อให้กระเป๋าแนบหลังและก้นกระเป๋าอยู่สูงกว่าเอว ถ้ามีสายรัดบริเวณเอวก็ควรใช้ด้วย จะช่วยให้กระเป๋ากระชับกับแผ่นหลัง ไม่แกว่งไปมาขณะเดินหรือวิ่ง

หรือเพื่อนๆ มีความคิดเห็นเรื่องกระเป๋านักเรียนว่าควรทำอย่างไรดีครับ

อย่างไรก็ตาม น้ำหนักกระเป๋าไม่ควรเกิน 10-15% ของน้ำหนักตัว หรือหากเด็กสะพายกระเป๋า แล้วเดินโน้มตัวมาข้างหน้า แสดงว่าน้ำหนักกระเป๋ามากเกินไป จึงควรจัดสิ่งของที่มีน้ำหนักมากที่สุด ให้อยู่ชิดบริเวณกลางหลังมากที่สุด และจัดวางให้น้ำหนักกระจายทั่วกระเป๋า ทั้งนี้ภัยใกล้ตัวที่คุณพ่อ-คุณแม่มองข้าม และมักไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ กลายเป็นเรื่องเคยชินจนเป็นปัญหาสุขภาพ เพราะหลังเล็กๆ ของเด็กก็มีความหมาย

แหล่งที่มา : pantip, updatetoday